
ค้าโลกป่วนฉุดจีดีพีเยอรมนี
สื่อชี้เยอรมนีเสี่ยงผลกระทบปัญหาการค้าโลกหนัก หั่นประมาณการจีดีพีปีนี้ลงฮวบฮาบ
สื่อชี้เยอรมนีเสี่ยงผลกระทบปัญหาการค้าโลกหนัก หั่นประมาณการจีดีพีปีนี้ลงฮวบฮาบ
เอเอฟพีและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นดีเวลท์รายงานว่า ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจเยอรมนีระลอกที่ 2 หรือการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องหลังวิกฤตการณ์ปี 2008 นั้น ได้จบสิ้นลงแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจเยอรมนีที่พึ่งพาการส่งออกและอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหลัก คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากข้อพิพาทการค้าโลก และมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐ
รายงานระบุว่า หน่วยงานหลักทางเศรษฐกิจ 2 แห่งในประเทศ ได้พร้อมใจกันหั่นประมาณการเศรษฐกิจเยอรมนีในปี 2018 โดยสถาบันเยอรมนีเพื่อการวิจัยเศรษฐกิจ (DIW) ได้ลดประมาณการเติบโตปีนี้ลงมาเหลือเพียง 1.9% จากคาดการณ์เดิมที่เติบโต 2.4% และลดลงของปีหน้าอยู่ที่ 1.7% ขณะที่สถาบันไอเอฟโอหั่นประมาณการปีนี้ลงอย่างรุนแรงจากเดิมที่ 2.6% ลงมาเหลือเพียง 1.8% หรือลดลงไปถึง 0.8%
ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (อียู) ถูกสหรัฐประกาศขึ้นกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา และสหรัฐยังอยู่ระหว่างการสอบสวนภายใต้มาตรา 232(เซฟการ์ด) ด้วยว่ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้าจากต่างชาติถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐหรือไม่ ส่งผลให้เบื้องต้นอียูได้ตอบโต้กลับ โดยตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.12 แสนล้านบาท) โดยเริ่มมีผลตั้งแต่เมื่อวานนี้
ผลกระทบดังกล่าวทำให้บริษัทเดมเลอร์ ผู้ผลิตรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นบริษัทแรกที่หั่นคาดการณ์ผลกำไรในปีงบประมาณ 2018 ลงจากเหตุผลเรื่องข้อพิพาทการค้าโลก ขณะที่บริษัท บีเอ็ม ดับเบิลยู ระบุว่า กำลังจับตาสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าทุกครั้งที่เคยมีมา โดยทั้งสองบริษัทนี้ต่างได้รับผลทั้งในแง่รถที่ผลิตในตลาดสหรัฐและส่งออกไปจีน เช่น รถกลุ่มเอสยูวี ที่จะโดนกำแพงภาษีเพิ่ม และผลกระทบหากสหรัฐตั้งกำแพงภาษีรถและชิ้นส่วนรถยนต์
ไอเอฟโอคาดการณ์ว่า หากสหรัฐขึ้นภาษีรถยนต์จะส่งผลกระทบต่อเยอรมนีคิดเป็นสัดส่วนถึง 0.16% ของจีดีพีประเทศ หรือราว 5,000 ล้านยูโร (ราว 1.91 แสนล้านบาท)
ขณะที่ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า ข้อพิพาททางการค้าที่ทวีความตึงเครียดขึ้นในปัจจุบัน คือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซน อย่างไรก็ดี ไอเอ็มเอฟไม่คิดว่าผลกระทบจะทำให้เศรษฐกิจของยูโรโซนดิ่งลงอย่างรุนแรง เนื่องจากยังมีนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายช่วยสนับสนุนอยู่ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ระบุก่อนหน้านี้ว่า จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงช่วงฤดูร้อน หรือช่วงกลางปีหน้า
ด้านบลูมเบิร์กรายงานว่า การที่ยุโรป จีน และอีกหลายประเทศเลือกใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐ กำลังทำให้เกิดภาวะเสียงแตกภายในทำเนียบขาวสหรัฐมากขึ้นในขณะนี้ โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าสหรัฐควรหันไปใช้วิธีเจรจามากขึ้น ทว่าอีกฝ่ายซึ่งรวมถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังยืนยันว่ายังไม่ควรโอนอ่อนผ่อนท่าที
ทั้งนี้ สถานการณ์การค้าที่ตึงเครียดยังส่งผลให้การลงทุนทางตรงของจีนในสหรัฐช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ลดลงถึง 92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2017 โดยโรเดียม กรุ๊ป ระบุว่า ตัวเลขได้ลดลงถึงราว 7,800 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.56 แสนล้านบาท) มาอยู่ที่เพียง 1,800 ล้านดอลลาร์ (ราว 6 หมื่นล้านบาท) เท่านั้น







