posttoday
อี-คอมเมิร์ซสะท้าน สหรัฐไฟเขียวรีดภาษี

อี-คอมเมิร์ซสะท้าน สหรัฐไฟเขียวรีดภาษี

23 มิถุนายน 2561

นับตั้งแต่เกิดประเด็นถกเถียงอย่างร้อนแรงในสหรัฐเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่เกิดประเด็นถกเถียงอย่างร้อนแรงในสหรัฐเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ว่าควรมีการเก็บภาษีขายออนไลน์จากบรรดาอี-คอมเมิร์ซหรือไม่ จากกรณีพิพาทระหว่างรัฐเซาท์ดาโกตา กับอี-คอมเมิร์ซ 3 ราย ได้แก่ เวย์แฟร์ โอเวอร์สต๊อก และนิวเอ้ก ในที่สุด
ศาลฎีกาสหรัฐก็ได้ลงมติด้วยคะแนนเสียงเฉียดฉิว 5-4 เสียง เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตัดสินให้แต่ละรัฐสามารถเก็บภาษีขายออนไลน์จากบรรดาอี-คอมเมิร์ซได้ แม้ว่าอี-คอมเมิร์ซรายดังกล่าวไม่มีที่ตั้งหรือสำนักงานภายในรัฐนั้นๆ ก็ตาม

คำตัดสินล่าสุดนี้นับเป็นการปูทางสู่การเปลี่ยนโฉมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เพราะเป็นการพลิกคำตัดสินเมื่อปี 1992 ระหว่าง ควิลล์ (Quill) ค้าปลีกจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงานกับรัฐนอร์ทดาโกตา ที่กำหนดว่ารัฐบาลท้องถิ่นจะเก็บภาษีขายกับค้าปลีกออนไลน์ได้ก็ต่อเมื่อมีที่ตั้งในรัฐเท่านั้น

ทั้งนี้ คำตัดสินเมื่อ 26 ปีก่อนเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความได้เปรียบให้เหล่าค้าปลีกออนไลน์เหนือร้านค้าปลีกแบบมีหน้าร้าน เนื่องจากมีเพียงแค่ร้านค้าปลีกแบบมีหน้าร้านที่ต้องจ่ายภาษีขายให้รัฐบาลท้องถิ่น ส่งผลให้ต้องขายของแพงกว่าอี-คอมเมิร์ซ

ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลท้องถิ่นไม่สามารถเก็บภาษีขายกับค้าปลีกออนไลน์ได้นั้น ทำให้หลายรัฐ เช่น รัฐเซาท์ดาโกตา ที่ไม่มีการเก็บภาษีรายได้รัฐ (State Income Tax) เสียรายได้จากภาษีส่วนดังกล่าวไป

แอนโธนี เคนเนดี หนึ่งในตุลาการศาลสูงสุดสหรัฐ เปิดเผยว่า จากคำตัดสินในปี 1992 นั้น ภาษีขายออนไลน์ที่รัฐบาลท้องถิ่นไม่สามารถเรียกเก็บได้ คาดว่าสูงถึง 3.39 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) ต่อปี

ด้านรอยเตอร์สรายงานว่าคำตัดสินเมื่อวานนี้ คาดว่าจะทำให้รัฐบาลท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มอีกประมาณ 9,000 -1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.96-4.28 แสนล้านบาท)

“อเมซอน” ไม่สะเทือน

อี-คอมเมิร์ซสะท้าน สหรัฐไฟเขียวรีดภาษี

แม้ว่าคำตัดสินของศาลฎีกาล่าสุดถือเป็นชัยชนะสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นสหรัฐ ที่พยายามผลักดันการเก็บภาษีขายกับค้าปลีกออนไลน์ ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องในสหรัฐจนไปมีมูลค่า 4.35 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 14 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2017 จากที่้มีมูลค่าเพียง 1.8 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5.9 ล้านล้านบาท) ในปี 1992 แต่หลายฝ่ายคาดว่า ยักษ์อี-คอมเมิร์ซหลายแห่ง เช่นอเมซอน แทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากคำตัดสินดังกล่าว

“(คำตัดสิน) คงเอื้อกับอเมซอน เพราะบริษัทเก็บภาษีขายในทุกรัฐมาตลอด ขณะที่เวย์แฟร์จะได้รับผลกระทบโดยตรง” จอห์น สเวน ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายของมหาวิทยาลัยแอริโซนา เปิดเผยกับซีเอ็นบีซี

ทั้งนี้ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า อเมซอนเก็บภาษีขายจากสินค้าที่บริษัทจัดจำหน่ายเอง มูลค่า 1.16 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.8 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2017 คิดเป็นมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งของสินค้าบนแพลตฟอร์ม

ขณะที่อี-คอมเมิร์ซรายเล็กกว่าคาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากคำตัดสินล่าสุด เช่น เวย์แฟร์ หรือโอเวอร์สต๊อก เนื่องจากไม่เคยเก็บภาษีขายออนไลน์เลย แต่จำเป็นต้องเริ่มเก็บหลังคำตัดสินดังกล่าวของศาล ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทแข่งขันกับอเมซอนได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการตั้งราคาสินค้า

ไม่เพียงอี-คอมเมิร์ซรายเล็กกว่าจะตกที่นั่งลำบากเท่านั้น เหล่าผู้ค้าปลีกรายย่อย หรือกลุ่มผู้ค้าบุคคลที่สาม ที่วางขายสินค้าบนแพลตฟอร์มของอเมซอน คิดเป็นสัดส่วนอีกครึ่งของยอดขายอเมซอน ซึ่งอยู่ที่ 2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.5 ล้านล้านบาท) จะได้รับผล
กระทบด้วยเช่นกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้อเมซอนไม่ได้เรียกเก็บภาษีขายออนไลน์จากกลุ่มผู้ค้ารายย่อยดังกล่าว โดย ชาร์ลี โอเชีย นักวิเคราะห์ของมูดี้ส์ ระบุว่า รัฐบาลท้องถิ่นจึงมีแนวโน้มเรียกเก็บภาษีขายออนไลน์กับกลุ่มผู้ค้ารายย่อยกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น

ขณะที่รอยเตอร์สระบุว่า สำหรับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยและค้าปลีกออนไลน์ขนาดเล็กนั้น คาดว่าจะเจอปัญหาใหญ่เรื่องค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามกฎ โดยในสหรัฐนั้น ส่วนอำนาจในการจัดเก็บภาษี (Tax Jurisdiction) มีจำนวนราว 1.2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ และรัฐบาลท้องถิ่น 45 รัฐจาก 50 รัฐ ตั้งอัตราภาษีขายที่ 4.5-10%

รายงานระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่มอี-คอมเมิร์ซรายเล็กและผู้ค้ารายย่อย จำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนการดำเนินงานใหม่ในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในอนาคตด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท