
TSC-PJWเชื่อยานยนต์ฟื้น
บจ.กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ขยายงานรับอุตสาหกรรมฟื้น ไทยสตีลเคเบิล คาดรายได้ปีนี้โต 6% PJW ลุ้นรถโมเดลใหม่หนุนครึ่งปีหลัง
บจ.กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ขยายงานรับอุตสาหกรรมฟื้น ไทยสตีลเคเบิล คาดรายได้ปีนี้โต 6% PJW ลุ้นรถโมเดลใหม่หนุนครึ่งปีหลัง
นายสริศ พัฒนะเมลือง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสตีลเคเบิล (TSC) เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์รายได้ปี 2560/2561 (ต.ค. 2560-ก.ย. 2561) เติบโตไม่ต่ำกว่า 5-6% หลังครึ่งปีแรกมีรายได้รวม 1,549.08 ล้านบาท เติบโต 8% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าครึ่งปีหลังยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตามภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ขยายตัวได้ค่อนข้างดี ประกอบกับบริษัทได้ลูกค้าใหม่จากค่ายฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เข้ามาเพิ่มเติม
สำหรับปีนี้ตั้งงบลงทุน 200-300 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสายการผลิตใหม่และปรับปรุงประสิทธิภาพของสายการผลิตเดิม โดยการเพิ่มระบบออโตเมชั่น ขณะที่ยังไม่ได้มีการลงทุนขนาดใหญ่ เนื่องจากกำลังผลิตยังมีเพียงพอ สามารถรองรับการผลิตรถยนต์ในประเทศได้ถึง 2.5 ล้านคัน/ปี
นอกจากนี้ บริษัทยังเชื่อมั่นอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศยังเติบโตต่อเนื่อง ผู้ผลิตรถยนต์ยังยืนยันใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก เห็นได้จากผู้ผลิตรายเดิมขยายกำลังการผลิต และมีค่ายรถยนต์รายใหม่ๆ เข้ามาเปิดโรงงานเพิ่มเติม อีกทั้งมีโครงการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกมาเพิ่มเติมด้วย
นายสริศ กล่าวอีกว่า บริษัทมีแผนเพิ่มสภาพคล่องแก่หุ้นของบริษัท ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาและหารือกับคณะกรรมการบริษัท
นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก (PJW) คาดว่าปีนี้รายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 8% เนื่องจากมีแผนออกผลิตภัณฑ์ใหม่ (นิวโมเดล) ในงานชิ้นส่วนยานยนต์และโรงพ่นสี ซึ่งยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และการวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์สินค้าอีกหลายรายการ คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ด้านธุรกิจในจีน ตามที่บริษัทมีแผนจะเช่าโรงงานใหม่เพิ่มเติมอีก 1 แห่ง โดยมีมูลค่าเงินลงทุนสำหรับการสั่งซื้อเครื่องจักรและการปรับปรุงโรงงาน 150 ล้านบาท ในมณฑลเจียงซู และจะเริ่มผลิตได้ประมาณไตรมาสแรกปีหน้า เป็นไปตามแผนที่วางไว้
อย่างไรก็ตาม การเช่าโรงงานแห่งที่ 2 ในจีนจะเป็นการเสริมสร้างรากฐานและความแข็งแกร่งสำหรับการเติบโตให้แก่ธุรกิจ PJW ในจีนมากขึ้น และการจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวได้ดำเนินการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าปี 2562 จะรับรู้ยอดขายใหม่ประมาณ 300 ล้านบาท หรือเติบโต 1 เท่าตัวจากที่ประเมินว่าจะทำได้ในปีนี้ โดยมีสัญญาการขายกับลูกค้าเป็นระยะเวลา 7 ปี
นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาระบบออโตเมชั่นมาใช้ในการควบคุมขบวนการผลิตมากขึ้น โดยจะนำมาใช้ที่โรงงานในจีนเพื่อลดต้นทุน







