หุ้นเข้าวินโดว์เดรสซิ่ง
โบรกเกอร์เชียร์ซื้อหุ้นใหญ่รับทำราคาปิดงบสิ้นไตรมาส 2 บล.เคทีบี คาดดัชนีลงลึก 1,540 จุด
โบรกเกอร์เชียร์ซื้อหุ้นใหญ่รับทำราคาปิดงบสิ้นไตรมาส 2 บล.เคทีบี คาดดัชนีลงลึก 1,540 จุด
นางอาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส วิเคราะห์ว่า สัปดาห์หน้าจะเป็นสัปดาห์ซื้อขายสุดท้ายของไตรมาส 2/2561 ที่คาดว่านักลงทุนสถาบันน่าจะมีการทำราคาปิดสิ้นงวด(วินโดว์เดรสซิ่ง) โดยมีหุ้นที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงที่เป็นเป้าหมายที่จะใช้ทำราคาช่วงนี้ 20 อันดับ พบว่าจะอยู่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี คือ บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท ไทยออยล์ (TOP) บริษัท อินโดรามาเวนเจอร์ส (IVL)
กลุ่มท่องเที่ยว บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) กลุ่มค้าปลีกและอาหาร บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT)
กลุ่มสื่อสาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกรุงไทย (KTB) กลุ่มโรงพยาบาลบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) กลุ่มให้เช่าพื้นที่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (DIF)
ด้าน บล.ทิสโก้ คาดว่าหุ้นเข้าข่ายวินโดว์เดรสซิ่ง คือ CPN บริษัท ดิเอราวัณ กรุ๊ป (ERW) บริษัท สยามโกลบอล (GLOBAL) บริษัท โกลว์พลังงาน (GLOW) บริษัท เอ็มบีเค (MBK) บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI)
นอกจากนั้น ยังมีหุ้นงบการเงินไตรมาส 2/2561 เบื้องต้นจะออกมาดีทั้งเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสแรกคือ บริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) บริษัทเคมีแมน (CMAN) บริษัท เจดับเบิ้ลยูดีอินโฟโลจิสติกส์ (JWD) บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) บริษัท แพลนบี มีเดีย (PLANB) บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL) บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (QH) บริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) บริษัท ยูไนเต็ด เปเปอร์ (UTP)
สำหรับบริษัทที่คาดว่ากำไรไตรมาส 2 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนจะออกมาดีคือ บริษัท คอมเซเว่น (COM7) บริษัท แม็ค กรุ๊ป (MC) บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ (SF)
ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทอาจสร้างแรงเก็งกำไรหุ้นส่งออก-หุ้นได้ประโยชน์บาทอ่อน CPF บริษัท ไทย ยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) บริษัท เซ็ปเป้ (SAPPE) บริษัทฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW)
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 22 มิ.ย. ปิดที่ 1,634.98 จุด เพิ่มขึ้น 0.54 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.03% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 50,150.08 ล้านบาท นักลงทุนในประเทศซื้อ 1,192.39 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ 190.66 ล้านบาท
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า หากความเสี่ยงสงครามการค้าไม่รุนแรงขึ้น ในสัปดาห์หน้ามีโอกาสที่ดัชนีจะยืนเหนือ 1,600 จุด หรืออยู่ในกรอบ 1,600-1,620 จุด แต่หากภาพสวนทางกันคือ ประเด็นสงครามการค้ามีความขัดแย้งกันมากขึ้นในระยะสั้น จนปริมาณเงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน และกดดันให้ราคาปิดต่อกำไร (พี/อี) ของตลาดหุ้นไทยถูกลง หรือขยับลงไปถึง 14.5 เท่า จากระดับ 15-15.5 เท่าในปัจจุบัน ก็มีโอกาสที่ดัชนีจะลงลึกไปถึง 1,540 จุด
“แนะนำว่าอาจเป็นจังหวะซื้อได้ แต่แนะนำให้แบ่งเงินทยอยลงทุน เพื่อหาจังหวะซื้อตามแนวรับในระดับต่างๆ ตั้งแต่ต่ำกว่า 1,650 จุดลงมา หรือต่ำกว่า 1,620 จุด และต่ำกว่า 1,600 จุด” นายวิน กล่าว


