
จิตสำนึกมีไว้ขาย
เมื่อต้นเดือน มีข่าววาฬเกยตื้นมาตายที่ชายฝั่งคลองนาทับ สงขลา
โดย อรุณี ศรีสุข ภาพ : Painting โดย ศราวุฒิ ชาญสูงเนิน
เมื่อต้นเดือน มีข่าววาฬเกยตื้นมาตายที่ชายฝั่งคลองนาทับ สงขลา สาเหตุหลักคือวาฬกินถุงพลาสติก โอ้วว! เมื่อมีการผ่าท้องแล้วพบว่ามีถุงพลาสติก 85 ชิ้น หนักกว่า 8 กิโลกรัม
ข่าวนี้ทำเอาทุกคนทางโซเชียลสะเทือนใจ วาฬตัวโตเป็นสัตว์ทะเลสำคัญต้องมาตายด้วยขยะพลาสติกในทะเลไทย ย้ำ!... ทะเลไทย
หลังจากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ผู้คนมากมายในโซเชียลต่างพากันแชร์ และให้ข้อมูลต่างๆ เรื่องการใช้ถุงพลาสติก รวมถึงหลอด ว่ามันใช้เวลานานตั้ง 450 ปี ในการย่อยสลาย
มีการให้ข้อมูลว่าขนาดประเทศอย่างเคนยาที่ออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติก และยังมีอีกหลายประเทศที่รณรงค์เปลี่ยนแปลงเรื่องนี้อย่างเป็นระบบและรูปธรรม ส่วนใหญ่จะมาจากภาครัฐที่จัดการระบบร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งทำให้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันในการลดการใช้พลาสติก
หันกลับมาในชีวิตประจำวันของคนไทย ร้านค้า ร้านอาหาร ตลาด ในชุมชนทั่วเมืองไทย ใช้ถุงพลาสติก... ฉันไม่แน่ใจว่าคนไทยเริ่มใช้ถุงพลาสติกเมื่อไหร่ แต่ในวันนี้มันกลายเป็นธุรกิจที่สำคัญ เพราะถุงพลาสติกผลิตจากผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หรือจากน้ำมันปิโตรเลียม
เมื่อคิดถึงที่มาของอุตสาหกรรมและธุรกิจพลาสติกฉันก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่... มันไกลเกินกว่าที่จะให้มันหมดไปจากประเทศนี้เหลือเกิน
แต่ในทางกลับกันประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเรา ด้วยภูมิอากาศร้อนชื้น เชื้อโรคเติบโตได้ง่ายและรวดเร็ว สุขอนามัยที่ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ประชาชนมากกว่า 90% ยังใช้ชีวิตประจำวันบนถนน ในชุมชนและตลาดสด
ถุงพลาสติกคือการตอบโจทย์ ทั้งความสะอาด มีอนามัย และสะดวก คำว่าง่ายอาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวที่คนเมืองกรุงที่มีชีวิตในห้างหรือกลางทองหล่อมักบอกว่า พวกเราเปลี่ยนตัวเองโดยใช้ถุงผ้า ใช้หีบห่อแทนถุงพลาสติกในการจับจ่ายซื้อของได้
มันง่ายในการพูด แต่ในการปฏิบัติ ในตลาดสดเมื่อเราปุถุชนคนธรรมดาไปซื้อปลาสด เราต้องใช้ถุงแบบไหนให้แม่ค้าพ่อค้าใส่ให้ลูกค้า ให้อยู่ในสภาพที่ไม่เลอะเทอะ เพราะเดี๋ยวต้องขึ้นรถเมล์กลับบ้าน
อันนี้แค่นึกถึงชีวิตคนเมืองนะ ชีวิตที่มีถุงพลาสติกของคนไทยกลายเป็นเรื่องวิเศษ และที่สำคัญการหาทางออกในทดแทนการใช้ถุงพลาสติกดูจะเป็นแค่คอนเซ็ปต์ความคิดที่ใช้ไม่ได้ในชีวิตจริงสำหรับคนกว่าอีก 90% ของประเทศไทย
การรณรงค์ลดเลิกการใช้พลาสติก จึงเป็นเหมือนกรณีประเทศพัฒนาแล้วที่ให้คำมั่นสัญญาการลดโลกร้อน ขนาดประเทศเหล่านั้นพัฒนาทั้งระบบการศึกษาและจิตสำนึกแล้ว มันยังยากเย็นในการเซ็นข้อตกลงกันเลย เมื่อปีก่อนอเมริกาไม่ยอมเซ็นข้อตกลงนี้
หันกลับมาดูประเทศไทยอีกครั้ง นับประสาอะไรกับเรื่องที่ใหญ่มากขนาดนั้น เรื่องวาฬตายเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตในตลาดและชุมชน ในเมื่ออาหารที่ซื้อสดๆ ผักและอาหารยังคงมีสารพิษ ความปลอดภัยก็มีบ้างไม่มีบ้าง อะไรเครื่องมือที่ช่วยทำให้ชีวิตคนไทยดีขึ้นถ้าไม่ใช้ถุงพลาสติก
ทางออกของทั้งโลกคือต้องสร้างจิตสำนึกให้กับสังคม ชุมชนและตนเอง การออกกฎหมายควบคุมน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ประเทศนี้คงไม่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลข้างต้น สิ่งที่เมืองไทยทำได้ตอนนี้จากกระแสโซเชียลคือ การ่วมมือกันกับห้างสรรพสินค้าในการลดการให้ถุงพลาสติกเพื่อแลกกับแต้มสะสม หรือแลกเป็นเงินกลับคืน มีหลายเจ้าที่ให้ความร่วมมือโดยใช้กลยุทธ์ที่เข้าใจว่าคิดโดยนักการตลาด
มันคงเป็นสิ่งเดียวที่คิดได้แบบขั้นปฐมภูมิ ง่ายแต่ไม่ลึกซึ้ง
เมื่อวานก่อนฉันไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ซึ่งปกติถ้าเป็นของเล็กๆ น้อยๆ จะไม่เอาถุงพลาสติกที่พนักงานใส่ให้ คราวนี้ก็เช่นกัน ฉันซื้อของเพียงชิ้นเดียวเป็นกาแฟแพ็กเล็กๆ ถึงเวลาจ่ายเงินก็ต้องโชว์บัตรสมาชิกสะสมแต้ม
เสียงในห้างมันดังจนฉันไม่คิดว่าต้องฟังพนักงานคิดเงินว่าพูดอะไรสำคัญ นอกจากถามว่ามีบัตรสมาชิกนะคะ ฉันคิดว่าได้ยินแค่นั้น ฉันโชว์บัตร พนักงานคิดเงินเรียบร้อยแล้วเอากาแฟใส่ถุงพลาสติก ฉันก็บอกว่าไม่เอาถุงค่ะ พนักงานตอบทันทีว่าไม่ทันแล้วค่ะ เมื่อกี๊ถามพี่แล้วว่าจะเอาถุงพลาสติกไหมเห็นพี่ไม่ตอบ แล้วเธอก็ยื่นถุงให้ฉัน...
ฉันยืนอึ้งอยู่ห้าวินาที...
พนักงานไม่ผิด ฉันคิดว่าเธอคงได้รับคำสั่งว่าถ้าลูกค้าไม่เอาถุงพลาสติกจะได้แต้มเพิ่ม แค่นั้น... มันไม่ได้มีความคิดเรื่องการลดการใช้ถุงพลาสติกเข้ามาในความคิดของเธอเลยแม้แต่น้อย
ฉันยืนยันที่จะคืนถุงพลาสติกเธอ แต่เธอมีความชัดเจนว่าฉันคืนไม่ได้ มันเป็นระบบที่ถูกกำหนดมา แล้วเธอคงคิดว่าฉันคงอยากได้แต้มสะสมเพิ่ม...
จิตสำนึกมันอยู่ลึก แต่มันไม่ได้ยากถ้าทุกคนในสังคมไทยช่วยกันดึงมันขึ้นมา ปัญหาอยู่ที่ว่าจิตสำนึกนี้คิดจากวิธีการให้ผลตอบแทนเป็นที่ตั้ง ฉะนั้นมันจึงไม่ต่างจากการซื้อขายสินค้าทั่วไปตามระบบ และเมื่อออกจากระบบนั้น ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเช่นเดิม
มันก็คงเป็นเหมือนการแก้ปัญหาทุกอย่างในประเทศนี้นั่นแหละ ในเมื่อคิดทุกอย่างเป็นแค่อีเวนต์...
จิตสำนึกของคนประเทศนี้จึงมีไว้ขายเป็นอีเวนต์ๆ ไปแค่นั้น! 







