
อัตลักษณ์เหมาโหล
“อัตลักษณ์” กลายเป็นภาพล้อ วิถีชีวิตยุคใหม่ที่ไม่ค่อยจะมีการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอย่างจริงจัง
โดย ธเนศน์ นุ่นมัน
“อัตลักษณ์” กลายเป็นภาพล้อ วิถีชีวิตยุคใหม่ที่ไม่ค่อยจะมีการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอย่างจริงจัง เว้นแต่จะมีกระแสที่มีเรื่องของตัวตนเรื่องปัจเจกเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เรื่องทรงผมนักเรียน ชุดนักศึกษา พิธีกรรมในสถานศึกษา หรือไลฟ์สไตล์อะไรสักอย่างที่หมิ่นเหม่ไปในทางละเมิดสิทธิคนอื่นๆ
ทุกครั้งกลุ่มที่เห็นด้วยจะอ้างอิงถึง “เสรีภาพ” ขณะที่ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ก็มองว่าเสรีภาพที่ว่านั้น เริ่มก้าวไปในทางที่ “เกินขอบเขต” เข้าไปทุกที
และระหว่างที่การถกเถียงในโลกโซเชียลดำเนินไป เราก็คาดการณ์กันล่วงหน้าได้เลยว่า ไม่ใครก็ใคร จะสรุปสิ่งที่เกิดมักจะจบลงที่ความเข้าใจในเรื่องนี้ที่คลาดเคลื่อนไปไกล เป็นเพราะความล้มเหลวของระบบการศึกษาที่ไม่สามารถสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิและหน้าที่ได้ ซึ่งคำกล่าวในทำนองนี้มีส่วนถูกอย่างยิ่ง
ผมมักจะคล้อยตามเหตุผลที่ยกมาข้างต้น เพราะมองว่าบทบาทของการศึกษาที่พยายามสร้างความเข้าใจเรื่องนี้มักจะทำได้เพียงเป็นเนื้อหาหรือชุดข้อมูลที่สื่อสารไปอย่างสูญเปล่า ไม่สามารถเรียกร้องความสนใจได้ เหมือนคนที่พูดแต่เรื่องน่าเบื่อด้วยท่าทีเดิมๆ โดยเฉพาะในสายตาของผู้ที่กำลังอยู่ในวัยที่รักการต่อต้านสังคม ที่กำลังพัฒนาความคิดให้ลามไปถึงต่อต้านทุกสิ่ง
น่าแปลกนะครับที่สิทธิและหน้าที่ในแบบเรียนไม่สามารถสร้างความเข้าใจได้ว่า หากสิทธิที่เราแต่ละคนมี (กระทั่งความเข้าใจเรื่องนี้ก็ยังต้องกุมขมับนิยาม) กลายเป็นการละเมิดผู้อื่นหรือละเมิดกติกาของสังคมนั้นๆ ที่ตกลงร่วมกัน และจะมีผลอะไรตามมาบ้าง
ทำไมถึงยากเย็นเหลือเกินที่จะแสดงให้เห็นว่า กติกาต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคม ถือเป็นข้อกำหนดที่ทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย หากไม่มีขอบเขตกติกา ตัวเราอาจจะถูกถล่มด้วยสารพัดปัญหา
บางทีที่เป็นอย่างนั้น ก็เป็นเพราะตัวอย่างการเอาตัวรอดในโลกที่ไร้ระเบียบกติกาอย่างสิ้นเชิงนั้นเป็นสิ่งที่เยาวชนสามารถหาตัวอย่างที่ทำให้เขาเข้าใจได้อย่างถ่องแท้จากสื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่เนื้อหาที่มีไว้สอบวัด
ตัวอย่างของการเอาตัวรอดจากสังคมที่กติกาที่เคยคุ้นเคยกันพังพาบไปอย่างสิ้นเชิง แบบที่น่าสนใจนั้น สามารถหาได้จากหนังสือการ์ตูน เกมคอมพิวเตอร์ หนังซอมบี้หรือหนังวันสิ้นโลก ในโลกสมมติที่ทุกคนพร้อมถล่มกันและยึดสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเป็นกติกาหลักในการดำเนินชีวิต
หนังซอมบี้หรือหนังวันสิ้นโลกจะเล่าเรื่องอย่างไรก็ตาม แต่แก่นของเรื่องมักจะไปในทางเดียวกัน คือผู้ที่อยู่รอดมักจะเป็นผู้ที่ไม่แหกกฎ โดยเฉพาะกฎความปลอดภัย ที่ตัวเองหรือกลุ่มผู้รอดชีวิตตั้งไว้ ซึ่งก็น่าแปลกที่ (ตามท้องเรื่อง) ในช่วงเวลาที่กฎระเบียบ สิทธิและหน้าที่ หรือกระทั่งเสรีภาพเดิมไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ช่วยให้อยู่รอดปลอดภัย ก็ย้อนกลับไปสู่เนื้อหาของกฎระเบียบ สิทธิและหน้าที่ และขอบเขตของเสรีภาพ อย่างหลบเลี่ยงไม่ได้
กลับมาที่เรื่องของอัตลักษณ์ของคนยุคใหม่ มักจะถูกมองว่าเป็นเพียงอัตลักษณ์เหมาโหล เพราะตัวตนที่ถูกหล่อหลอมขึ้นนับตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรม เป็นตัวตนที่เน้นการผลิตซ้ำ
ว่ากันว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรอยต่อของยุคสมัยใหม่นี้ก็คือ การเกิดคำว่า “มาตรฐาน” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ใช้วัดคุณค่า ทั้งการผลิตและการบริโภคให้ได้มาตรฐาน ของทุกชิ้นที่ออกมาสู่ตลาดต้องมีคุณภาพที่ดีเหมือนกันทั้งหมด มาจากมาตรฐานเดียวกัน และแนวคิดที่ว่านี้ ก็กลายไปเป็นการสร้างกรอบหรือระเบียบปฏิบัติต่อสังคม และกลายไปเป็นวิถีชีวิต
แต่อัตลักษณ์เหมาโหลก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย และบางครั้งความพยายามที่จะมีตัวตนแตกต่างจากคนอื่น กลับให้ผลเสียหรือสร้างความยุ่งยากโดยไม่จำเป็นด้วยซ้ำ หากไม่เราไม่หลงไปกับกลลวงทางการตลาดในสินค้าบางชนิด ที่เริ่มหันมาหลอกล่อผู้ซื้อด้วยว่าสินค้าตน “พิเศษไม่เหมือนใคร” มีในครอบครองแล้วเท่ คูล ฮิป หรืออะไรก็แล้วแต่จะนิยามกันไป อัตลักษณ์พิเศษกลายเป็นเรื่องที่ต้องแข่งขัน ทุ่มทุนเฟ้นหามาครอบครอง
มีไม่น้อยที่ทุ่มเททั้งกำลังเงินและกำลังกาย พยายามที่จะผิดแผกจากคนอื่น เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของตัวเอง แต่ผลลัพธ์ก็เป็นได้เพียงความพยายามที่จะแปลกจนดูเหมือนๆ กันไปหมด และหากเป็นเช่นนั้น ก็เปล่าประโยชน์ที่จะหมกมุ่นกับเรื่องนี้เกินเหตุ 







