
แอสเซทพลัสมองหุ้นปีหน้า1200จุด
บลจ.แอสเซท พลัส มองหุ้นปีหน้าเคลื่อนไหว 1,150 – 1,200 จุด จากกระแสเงินทุนไหลเข้าจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐ คาดแบงก์ชาติยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ ส่ง 4 กองทุนตราสารหนี้ขาย
บลจ.แอสเซท พลัส มองหุ้นปีหน้าเคลื่อนไหว 1,150 – 1,200 จุด จากกระแสเงินทุนไหลเข้าจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐ คาดแบงก์ชาติยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ ส่ง 4 กองทุนตราสารหนี้ขาย
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ รองกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส เปิดเผยว่า สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นในช่วงสั้น ในช่วงที่ผ่านมาเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทยปริมาณมาก เนื่องจากตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะมีการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินรอบสอง (Quantitative Easing-QE2) ในการประชุมช่วงต้นเดือน พ.ย. นี้ ขณะที่ธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกยังคงนโยบายการผ่อนคลายทางการเงินเช่นเดียวกัน ส่วนในเอเชีย ธนาคารกลางญี่ปุ่น ได้ประกาศนโยบายทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มปริมาณเงินเยนในตลาดมากขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะตลาดหุ้นมากขึ้น แม้ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น จะยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร แต่ตลาดหุ้นโลกที่ปรับขึ้นมาจาก Sentiment การลงทุนทั้งสิ้น จึงเป็นไปได้ว่า ตลาดหุ้นอาจมีโอกาสปรับตัวลดลงได้เข่นกัน ประกอบกับในช่วงนี้เป็นช่วงของการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งถ้าตัวเลขประกาศออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ อาจส่งผลให้ผู้ลงทุนเทขายหุ้นส่วนหนึ่งเพื่อทำกำไรได้
“ปลายปีนี้ดัชนีหุ้นอาจมีโอกาสทดสอบระดับ 1,000 จุด ได้ จากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดี โดยเฉพาะภาคส่งออกและภาคการบริโภคที่เป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจไทย โดยมองกรอบแนวรับที่เข้มแข็งอยู่ที่ระดับ 920-950 จุด โดยมีปัจจัยหนุนจากเงินลงทุนในกองทุน LTF และ RMF ในช่วงปลายปี และเงินลงทุนจากบริษัทประกัน ที่อาจเข้ามาลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี เมื่อตลาดหุ้นปรับฐาน จึงคาดว่า ตลาดหุ้นไม่น่าจะปรับตัวลงลึกมากนัก ในระยะยาวหากเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นตามคาดการณ์ ก็มีความเป็นไปได้ว่าดัชนีอาจมีโอกาสซื้อขายที่ระดับ 1,150-1,200 จุด ที่ระดับพีอีที่ 13-14 เท่า ในปีหน้า” นายวิน กล่าว
นายวิน กล่าวว่า ทั้งนี้การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้น ส่งผลให้กองทุนกลุ่ม SMART ของบริษัทสามารถจ่ายคืนผลตอบแทนคืนผู้ถือหน่วยลงทุนได้อีกครั้งในสัปดาห์ที่แล้ว โดยกองทุนเปิดแอสเซทพลัสสมาร์ท (ASP-SMART) จ่ายคืนผลตอบแทนได้หน่วยละ 0.55 บาท และกองทุนเปิดแอสเซทพลัสสมาร์ท 2 (ASP-SMART2) จ่ายคืนผลตอบแทนได้หน่วยละ 0.60 บาท
นายวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับตลาดตราสารหนี้ ในช่วงภาวะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนี้ น่าจะเป็นปัจจัยกดดันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 20 ต.ค. นี้ โดยคาดว่า ธปท. น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย
สำหรับคำแนะนำการลงทุน มองว่าการลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศ อายุระหว่าง 3-6 เดือน น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อไม่ให้เสียโอกาสผลตอบแทนจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า โดยบลจ.แอสเซท พลัส จะเสนอขายกองทุนตราสารหนี้ในประเทศ 4 กองทุน ที่มีความหลากหลาย โดยผู้ลงทุนที่ชอบลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพในประเทศ ในวันที่ 20 ต.ค. นี้ บริษัทจะเปิดขายและรับซื้อคืนรอบใหม่ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสแอ็คทีฟตราสารหนี้ 4 (ASP-ACFIXED4) ที่เน้นลงทุนในตั๋วแลกเงินของธนาคาร และบริษัทเอกชน อายุประมาณ 6 เดือน โดยสามารถให้โอกาสผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายกองทุน ประมาณ 1.80% ต่อปี จากการลงทุนในตั๋วแลกเงินของ ธนาคารทิสโก้ (TISCO) บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (TLT) ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) และบริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (ASK)
ส่วนผู้ที่ต้องการลงทุนในระยเวลาสั้นๆ 3 เดือน ในวันที่ 26 ต.ค. สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย และชอบลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ขอแนะนำ กองทุนเปิดพันธบัตรคุ้มครองเงินต้น 3M1 (GBF-3M1) ที่สามารถให้โอกาสผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายกองทุน ประมาณ 1.50% ต่อปี จากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ส่วนผู้ลงทุนที่ชอบลงทุนในตราสารหนี้เอกชนขอแนะนำ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสทวีเงินออม 1 (ASP-MMF1) เน้นลงทุนในตั๋วแลกเงินบริษัทเอกชน อายุประมาณ 3 เดือน โดยสามารถให้โอกาสผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายกองทุน ประมาณ 1.65% ต่อปี จากการลงทุนในตั๋วแลกเงินของ บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (TLT) บริษัทสวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJANA) บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) และบริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (ASK)
นอกจากนี้ในวันที่ 27 ต.ค. บริษัทจะเสนอขาย กองทุนเปิดแอสเซทพลัสทรัพย์มั่นคง 3 (ASP-SIF3) เน้นลงทุนผสมระหว่างพันธบัตรรัฐบาล และตั๋วแลกเงินธนาคาร อายุประมาณ 3 เดือน โดยสามารถให้โอกาสผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายกองทุน ประมาณ 1.55 % ต่อปี โดยบริษัทคาดว่า ทั้ง 4 กองทุน จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนที่แตกต่างกันได้อย่างครบถ้วน







