
อุตฯแจ้ง10โครงการเข้าข่าย11กิจการรุนแรง
อุตฯเตรียมแจ้งผู้ประกอบการ 10 โครงการในพื้นที่นอกมาบตาพุด ที่เข้าข่าย 11 กิจการรุนแรงให้ระงับโครงการและให้ดำเนินการตามมาตรา67ในสัปดาห์นี้
อุตฯเตรียมแจ้งผู้ประกอบการ 10 โครงการในพื้นที่นอกมาบตาพุด ที่เข้าข่าย 11 กิจการรุนแรงให้ระงับโครงการและให้ดำเนินการตามมาตรา67ในสัปดาห์นี้
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานอนุมัติ อนุญาตพิจารณาระรับกิจการที่เข้าข่าย 11 กิจการรุนแรง บริเวณนอกพื้นที่มาบตาพุด โดยจะส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งเบื้องต้นมีกิจการที่เข้าข่ายจำนวน 10 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 5 แห่ง และนอกนิคมฯ อีก 5 แห่ง
พร้อมกันนี้จะแจ้งเงื่อนไขการปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการ คือ ผู้ประกอบการสามารถส่งเรื่องอุทรธ์ต่อศาลปกครองกลางได้ ซึ่งทางกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอุทรธ์ได้ และถ้าผู้ประกอบการยอมรับว่าเป็นกิจการรุนแรงก็ให้ดำเนินการตามมาตรา 67 โดยเริ่มดำเนินการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และด้านสุขภาพ (เอชไอเอ)
ทั้งนี้ ใน 10 กิจการมี 3-4 โครงการที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว แต่ตามกฎหมายต้องหยุดดำเนินการ รวมทั้งมีบางโครงการเป็นการลงทุนเพิ่มเติม ก็จะระงับการดำเนินการเฉพาะส่วนต่อขยายเท่านั้น
“กังวลจะเกิดปัญหาเหมือนกันในการระงับโครงการ แต่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องทำตามหน้าที่ โดยหลักการปฏิบัติก็ต้องดูตามมาตรา 67 และแนวทางกานดำเนินงานของศาลปกครองเป็นหลัก” นายชัยวุฒิ กล่าว
อย่างไรก็ตาม คาดว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุน เพราะในปัจจุบันมีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน นักลงทุนทราบอยู่แล้วว่าต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าเป็นแต่ก่อนก็คงจะกระทบต่อความเชื่อมั่นเหมือนกัน และจากการเดินทางไปชักจูงการลงทุนต่างประเทศนักลงทุนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นห่วงเรื่องนี้
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรมหนัก หรืออุตสาหกรรมต้นน้ำ ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่ เพราะบางฝ่ายต้องการให้เกิดขึ้นในเมืองไทย แต่บางกลุ่มต้องการให้ไปอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมถ้าอยู่ในประเทศก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากไม่ให้อยู่ต้องมีทิศทางที่ชัดเจนว่าจะให้ไปอยู่ที่ไหน โดยขณะนี้แผนการศึกษาโครงการเหล็กต้นน้ำ โดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธ.ค. 2553 ส่วนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ต้องเร่งศึกษาว่าหากจะขยายตัวจะมีพื้นที่ไหนรองรับ
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)ไปร่วมกันศึกษาว่า ศักยภาพในการรองรับโครงการลงทุนของมาบตาพุดจะเต็มเมื่อใด และเมื่อถึงเวลานั้นจะมีพื้นที่ใดในประเทศรองรับโครงการลงทุนใหม่ๆได้บ้าง ซึ่งขณะนี้มีการเสนอพื้นที่เข้ามาแล้ว เช่น จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น และหากประเทศไทยไม่อาจหาพื้นที่รองรับโครงการลงทุนใหม่ๆได้ ก็จะผลักดันการลงทุนออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านต่อไปเช่น ที่ทวายในพม่า หรือที่เกาะกงในประเทศกัมพูชา เป็นต้น







