
ทริสเปิดฐานะ BEM สภาพคล่องพร้อมลงทุน
บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ซึ่งถือหุ้นใหญ่ โดย บริษัท ช.การช่าง (CK)
บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ซึ่งถือหุ้นใหญ่ โดย บริษัท ช.การช่าง (CK) ในสัดส่วน 29.9% หรือ 4,582.12 ล้านหุ้น และที่ผ่านมา BEM คือเป้าหมายหลักที่ทางผู้ถือหุ้นใหญ่จะใช้เป็นกลไกในการเข้าประมูลงานของภาครัฐ เช่นกันกรณีที่รัฐจะเปิดให้ซื้อซองประมูลรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ ซึ่งที่ผ่านมาทาง CK ได้พูดชัดว่าจะเข้าร่วมประมูลโดยจะผนึกกับบริษัทในกลุ่มในการเข้ายื่นและมีสถานะทางการเงินเพียงพอในการเข้าชิงงานในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม จะพาไปดูฐานะทางการเงินของ BEM ผ่านการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยบริษัททริส เรทติ้ง ที่ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ BEM ที่ระดับ “A”
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ สถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัทได้รับการสนับสนุนจากกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากผลประกอบการที่แน่นอนของธุรกิจทางด่วน ทั้งนี้ ปริมาณจราจรบนทางด่วนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 2.9% ต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2555-2560 ในขณะที่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2561 ปริมาณจราจรบนทางด่วนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.2 ล้านเที่ยว/วัน และรายได้ค่าผ่านทางบนระบบทางด่วนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 27.62 ล้านบาท/วัน
ความไม่แน่นอนในการต่ออายุสัมปทานทางด่วน บริษัทมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในการต่ออายุสัญญาสัมปทานทางด่วนในเขตเมือง (ส่วน A, B และส่วน C) ที่จะหมดอายุในปี 2563 แม้ว่าในสัญญาสัมปทานจะกำหนดให้บริษัทสามารถต่ออายุสัญญาสัมปทานได้ครั้งละ 10 ปี จำนวน 2 ครั้ง แต่เงื่อนไขของสัญญาที่ต่ออายุก็ขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างบริษัทและการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัท ปัจจุบันรายได้ประมาณ 40% และรายได้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่าย (Ebitda) มาจากการให้บริการทางด่วนในเขตเมืองดังกล่าว
โอกาสในการเติบโตจากธุรกิจรถไฟฟ้า จำนวนผู้โดยสารของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของประชากรที่อาศัยอยู่ตามแนวรถไฟฟ้า รวมทั้งการเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงช่วงระหว่างปี 2555-2560 อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยของผู้โดยสารอยู่ที่ 7.7% ต่อปี ส่วนในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2560 จำนวนผู้โดยสารโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 301,869 คน/วัน และรายได้ค่าโดยสารโดยเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 7.63 ล้านบาท และจะโตก้าวกระโดดเมื่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายแล้วเสร็จ โดยส่วนต่อขยายช่วงที่ 2 สถานีหัวลำโพง-หลักสอง จะเปิดให้บริการในเดือน ก.ย. 2562 และช่วงที่ 3 สถานีเตาปูน-ท่าพระ จะเปิดให้บริการในเดือน มี.ค. 2563
นอกจากนี้ การที่ภาครัฐมีนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้เป็นเครือข่ายเชื่อมถึงกันก็จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทด้วยเช่นกัน เนื่องจากบริษัทอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบที่จะชนะการประมูลโครงการภาครัฐหลายๆ โครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากการที่บริษัทเป็น
ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์และมีความพร้อมสูง นอกจากนี้ การที่เส้นทางเดินรถของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมีลักษณะเป็นวงแหวน ก็จะเอื้อประโยชน์ในการรับผู้โดยสารต่อมาจากรถไฟฟ้าสายอื่นๆ เพื่อป้อนให้แก่สายสีน้ำเงินด้วย
อัตรากำไรมีแนวโน้มลดลง กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เข้มแข็งของบริษัทได้รับการสนับสนุนจากการมีอัตรากำไรที่อยู่ในระดับสูง ในปี 2560 บริษัทมีรายได้จำนวน 15,153 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 15.6% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเปิดดำเนินการของรถไฟฟ้าสายสีม่วงและทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ในเดือน ส.ค. 2559 และในไตรมาสแรกของปี 2561 รายได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.1% โดยอยู่ที่ 3,886 ล้านบาท
อัตรากำไรของบริษัท ซึ่งวัดจากอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้คงอยู่ในระดับสูงที่ 49.2% ในไตรมาสแรกของปี 2561 แต่คาดว่าอัตรากำไรในระดับสูงดังกล่าวจะลดลง โดยพิจารณาจากส่วนแบ่งรายได้ที่บริษัท
ต้องจ่ายให้แก่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ซึ่ง ทริส เรทติ้ง ถือว่าเป็นต้นทุนในการดำเนินงานของบริษัท
ภายใต้สมมติฐานของทริส เรทติ้ง คาดว่ารายได้ของบริษัทจะเติบโตโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าปีละ 3% ในระหว่างปี 2561-2562 ในขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 40-48% การเติบโตของรายได้ของบริษัท รวมถึงอัตรากำไรในปี 2563 จะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ เงื่อนไขของสัญญาสัมปทานทางด่วนที่ต่ออายุ และผลการดำเนินงานของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินหลังจากส่วนต่อขยายเปิดให้บริการครบทั้งหมด
ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของบริษัทถูกลดทอนด้วยภาระหนี้จากการลงทุนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นธรรมชาติของธุรกิจทางด่วนและรถไฟฟ้า ณ เดือน มี.ค. 2561 บริษัทมีอัตราส่วนเงินกู้รวม (ซึ่งรวมสำรองสำหรับการเวนคืนที่ดินในธุรกิจทางด่วน) ต่อโครงสร้างเงินทุนอยู่ที่ 61.3% ทั้งนี้ ทริส เรทติ้ง ไม่ได้รวมภาระหนี้ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท จากการลงทุนในระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้าสายสีม่วง เนื่องจากภาระหนี้ดังกล่าวมีสัญญาการชำระคืนหนี้จาก รฟม. ในระยะเวลา 10 ปีรองรับอยู่ แต่ภาระหนี้ของบริษัทจะเพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย โดยบริษัทมีแผนลงทุนรวมประมาณ 1.85 หมื่นล้านบาทในปี 2561-2563 ซึ่งจะส่งผลให้อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทขึ้นไปถึงระดับสูงสุดที่ 65-68% ในช่วงเวลาดังกล่าว
สภาพคล่องที่เพียงพอ สภาพคล่องของบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สม่ำเสมอและความยืดหยุ่นทางการเงินจากมูลค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วม ในไตรมาสแรกของปี 2561 บริษัทมีอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมอยู่ที่ 13.1% (ปรับอัตราส่วนให้เป็นตัวเลขเต็มปีโดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 12 เดือน) ในขณะที่มีอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ 4.9 เท่า (ไม่รวมรายการดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่ายที่เกี่ยวข้องกับภาระหนี้ของรถไฟฟ้าสายสีม่วง)
ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ประเมินว่าบริษัทจะมีแหล่งสภาพคล่องเพียงพอสำหรับภาระทางการเงินและแผนการลงทุน โดยบริษัทมีแผนการลงทุนประมาณ 9,700-10,000 ล้านบาท มีภาระทางการเงินที่ถึงกำหนดชำระรวมประมาณ 4,800 ล้านบาท คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลอีกประมาณ 1,700-1,900 ล้านบาท โดยแหล่งสภาพคล่องจะมาจากเงินทุนจากการดำเนินงานที่คาดหมายว่าจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 5,800 ล้านบาท รวมทั้งเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ เดือน มี.ค. 2561 อีกจำนวน 2,334 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทยังจะได้รับเงินจากการขายเงินลงทุนใน บริษัท ไซยะบุรี (Xayaburi Power Co., Ltd.) ในเดือน มิ.ย. 2561 จำนวน 2,065 ล้านบาท สำหรับงบลงทุนนั้นคาดว่าบริษัทจะใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมจากธนาคารและการออกหุ้นกู้ นอกจากนี้ บริษัทยังมีเงินลงทุนใน บริษัท ทีทีดับบลิว และ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ ซึ่งมีมูลค่ายุติธรรมรวมอยู่ที่ 15,196 ล้านบาท ณ วันที่ 13 มิ.ย. 2561 เพื่อเสริมความยืดหยุ่นทางการเงินอีกด้วย







