posttoday
คาดประมูลคลื่น รอบใหม่ต้นปีหน้า

คาดประมูลคลื่น รอบใหม่ต้นปีหน้า

16 มิถุนายน 2561

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า การประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า การประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ล่มเป็นเพราะราคาตั้งต้นสูงและแบนด์วิดท์15 เมกะเฮิรตซ์ สูงเกินไป ในขณะที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ซึ่งจำเป็นต้องได้คลื่นมากที่สุดต้องการแค่ 10 เมกะเฮิรตซ์ ด้านบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) มองเป็นต้นทุนในการลงทุน

ทั้งนี้ คาดว่าการประมูลรอบหน้าจะเกิดขึ้นในต้นปีหน้า และจะเริ่มต้นแบนด์วิดท์เพียง 5 เมกะเฮิรตซ์ ในราคาตั้งต้นเท่าเดิม 2,500 ล้านบาทต่อ 1 เมกะเฮิรตซ์ คาดว่า DTAC จะชนะการประมูล

ด้านนักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส มองว่า การประมูลล่มได้กดดันให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กลับไปปรับเกณฑ์ประมูลใหม่ โดยคาดว่าจะใช้เวลาราว 7 เดือน-1 ปี และเป็นบวกต่ออุตสาหกรรมในระยะยาว และอาจเป็นประเด็นให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้ โดยในกรณีนี้ผลกระทบต่อ DTAC จำกัด โดย DTAC จะยังใช้งานคลื่นสัมปทาน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ได้ต่อไป ภายใต้มาตรการเยียวยาห้ามมีกำไรจากการใช้คลื่นให้บริการ ส่วน ADVANC และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ก็จะให้บริการต่อด้วยคลื่นที่มีในปัจจุบัน ซึ่งยังเพียงพอในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ที่ กสทช.จะใช้เวลาในการทบทวนเงื่อนไข

ภายหลังรับรู้ข่าวประมูลล่มราคาหุ้น DTAC ปิด 46 บาท ลดลง 3.25 บาท หรือลดลง 6.60% ADVANC ปิดที่ 190.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 0.79% และ TRUE ปิด 6.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือเพิ่มขึ้น 1.52%

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา หนึ่งใน กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพเผยแพร่บทความเรื่อง “ทำไม? ไม่มีใครประมูลคลื่น 1800 MHz” โดยระบุว่าสภาพการแข่งขันในตลาดก็จะอยู่ในสภาพเดิม โดยที่ไม่มีใครต้องแบกต้นทุนเพิ่ม เพราะการเข้ามาประมูลเพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งก็ตามมาด้วยต้นทุนค่าคลื่นที่เพิ่มขึ้น และถ้าคู่แข่งสามารถหาทางออกด้วยวิธีการอื่นที่ไม่ใช่การประมูล แถมมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ผู้ชนะการประมูลก็อาจจะเจ็บตัวฟรี ยิ่งมีภาระค่าคลื่นเดิมที่ค้างจ่ายอีกหลายหมื่นล้าน ยิ่งต้องรอบคอบรัดกุม

ทั้งนี้ การที่ผู้ชนะประมูลรายเดิมไม่เข้าประมูล ก็จะทำให้ไม่ต้องแบกภาระเพิ่ม แต่ก็เสียโอกาสที่จะทิ้งห่างคู่แข่ง แต่ในเมื่อทุกรายไม่เข้าร่วมประมูล การแข่งขันก็ไม่เปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคก็ไม่มีทางเลือกอะไรใหม่ ยังต้องวนเวียนใช้บริการแบบเดิมๆ ไปก่อน แต่หากผู้ชนะรายเดิมเข้าประมูลเพื่อบีบหรือทิ้งห่างคู่แข่ง ก็เท่ากับว่าเดินตามเส้นทางที่ กสทช.กำหนด คือ การพยายามขายคลื่นในราคาแพงที่สุด และเอกชนก็คงต้องทนกับสภาพเส้นทางแบบนี้ในคลื่นอื่นๆ ที่จะประมูลในอนาคตอย่างเช่น คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 2600 เมกะเฮิรตซ์ รวมถึงคลื่นความถี่สูงมากๆ ที่จะนำมาใช้กับ 5จี ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการให้บริการพุ่งสูงมาก จนอาจไม่คุ้มที่จะลงทุน จึงมีการส่งสัญญาณจากภาคเอกชนให้ กสทช.รู้ว่าต้นทุนค่าคลื่นเริ่มเป็นปัญหาต่ออุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

นพ.ประวิทย์ ระบุว่า ในการประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ครั้งนี้ กระทรวงการคลังมีหนังสือถึง กสทช.ว่า ขอให้จัดประมูลและนำส่งรายได้จากการประมูลภายในปี 2561 ด้วย โดยกระทรวงการคลังประมาณการรายได้จากสมมติฐานว่าคลื่นทั้ง 45 เมกะเฮิรตซ์ จะขายหมดและผู้ชนะการประมูลชำระเงินงวดแรกร้อยละ 50 ภายในเดือน ก.ย.นี้ เมื่อไม่มีผู้เข้าประมูล ประมาณการรายได้ก้อนนี้จึงพลาดเป้าไปหลายหมื่นล้านบาท แผนการใช้งบประมาณของรัฐก็อาจสะดุดหรือต้องหารายได้ทางอื่นมาชดเชย

นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า เมื่อหมดสัมปทานแล้วเข้าสู่มาตรการเยียวยาก็ยังพบปัญหาในส่วนเงินนำส่งรัฐ เพราะการให้บริการตามมาตรการเยียวยาที่ผ่านมา ยังมีปัญหาการฟ้องคดี และมีการแจ้งในที่ประชุม กสทช.ว่ารัฐยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว มาตรการเยียวยาครั้งใหม่นี้จะเหมือนหรือแตกต่างจากเดิม คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การไม่มีรายใดมาประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ครั้งนี้ ฝ่ายที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ ในทันทีคือ รัฐ ไม่ใช่เอกชน หรือผู้บริโภคที่จะได้รับผลกระทบในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท