
อยากจะรักกันยาวๆ ต้องทำ 4 สิ่งนี้
ก่อนเขียนบทความนี้ไม่กี่วัน ผมได้รับโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ ให้เป็นประธานในพิธีแต่งงานของคู่บ่าวสาวคู่หนึ่ง
โดย ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์ ภาพ : เอเอฟพี
ก่อนเขียนบทความนี้ไม่กี่วัน ผมได้รับโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ ให้เป็นประธานในพิธีแต่งงานของคู่บ่าวสาวคู่หนึ่ง การที่ผมได้มีส่วนสำคัญในการให้คำปรึกษาเรื่องชีวิตส่วนตัวและชีวิตคู่ ฝ่ายเจ้าบ่าวยืนยันกับผมอย่างหนักแน่นว่า ผมคือคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นประธานในพิธี เพราะเขาให้ความนับถือและเห็นคุณค่าในสิ่งที่ผมได้ช่วยครอบครัวเขามา
โดยทั่วไป คนที่เป็นประธานในพิธีแต่ง จะมอบโอวาทและพร้อมให้คำอวยพรกับคู่บ่าวสาว แต่กรณีของผม ผมรู้สึกว่าผมอยากให้ข้อคิดในการครองชีวิตคู่มากกว่า เพราะมันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ คนส่วนใหญ่ตอนจะแต่ง จะรู้สึกว่าโลกทั้งใบก็ให้คนอีกคนหนึ่งได้ แต่พอหลังแต่งกันไปจนได้พบตัวตนที่แท้จริง ก็เพิ่งรู้ว่ามันช่างต่างจากตอนที่จีบกัน หลายครั้งอย่าว่าแต่โลกทั้งใบเลย แค่จะอยู่ด้วยกันให้รอด ก็กลายเป็นเรื่องยากไปเสียแล้ว
เพราะความรัก ความโรแมนติกอย่างเดียว มันไม่พอ
ข้อคิดที่ผมให้ในวันนั้น แบ่งออกเป็น 4 ประการใหญ่ๆ ที่ผมพบว่า ถ้าทำสำเร็จ จะทำให้ชีวิตคู่ยืนยาว สิ่งที่ผมให้ “โอวาท” (จริงๆ แค่ข้อคิด) กับคู่บ่าวสาว มีประมาณนี้ครับ
1.อย่าหยุดจีบกันเรื่อยๆแม้แต่งงานกันไปนานแล้ว
ผู้ชายที่ผมให้คำปรึกษาส่วนใหญ่ เมื่อจีบผู้หญิงติด และเข้าไปสนิทกับคนในครอบครัว จนเป็นคนที่แสนดีของทุกคนในบ้านแล้ว พอถึงช่วงหลังแต่ง มักจะเข้าเกียร์ว่าง หรือตั้งค่า Default ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะถือว่าได้กันแล้ว อยู่กันแล้ว ไม่ต้องจีบกันต่อ แค่กลับบ้านมาให้ภรรยาเห็นหน้า เป็นพอ
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะผู้ชายมองชีวิตคู่เป็นเส้นตรง ถ้าทำอะไรเสร็จถือว่าเสร็จ ไม่ต้องทำซ้ำๆ เช่น การจีบ มันเป็นสิ่งที่ชนะแล้วก็จบ ไม่ตื่นเต้น ต้องจีบอะไรกันต่อไปเรื่อยๆ เหมือนทำอะไรวนๆ ให้เบื่อหน่ายโดยไม่รู้ตัว ผู้ชายจะรักผู้หญิงเหมือนรักเพื่อนชายด้วยกัน คือ มาให้เห็นหน้า ทำอะไรด้วยกัน คุยทักทายก็ดีแล้ว อยากให้อะไรมันเดิมๆ มากกว่า ซึ่งผู้หญิงจะคิดเป็นวงกลมวนๆ เพราะสิ่งที่สมองผู้หญิงคิด คือ เรื่องคุณค่า มากกว่าแค่อยู่ด้วยกันไปวันๆ
ผู้หญิงที่ผมให้คำปรึกษา เช่นกันเมื่อถูกจีบติด ผู้ชายเข้ามาดูแลไปถึงคนในบ้าน และรับรู้แล้วว่า เป็นคนแสนดีที่ฝากชีวิตไว้ได้ จึงพานคิดว่า หลังแต่งผู้ชายแสนดีคนนี้ก็ยังจะคอยพูดจาเพราะ ทำสิ่งที่ทำให้ประทับใจ และเป็นสุภาพบุรุษเหมือนตอนจีบกันใหม่ๆ ส่วนตัวเองก็เป็นคนที่ยอมปรับตัวให้ฝ่ายชายสบายใจ เพราะเห็นว่าตอบโจทย์ชีวิตทุกอย่าง
แต่พอแต่งกันไป ผู้ชายเริ่มสบายตัว สิ่งที่เคยทำให้ก็เริ่มขี้เกียจทำต่อ เพราะถือว่าการจีบมันได้จบลงไปแล้ว ผู้หญิงจึงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกหลอก เหมือนแฟนหมดใจ เริ่มไม่เห็นค่ากัน จากที่เคยร่วมมือ ปรับตัว แนวอะไรก็ได้ ก็เริ่มบ่น พูดประชด ทำให้ฝ่ายชายเริ่มไม่สบายตัว สบายใจ รู้สึกรำคาญที่ต้องฟังคำบ่นเรื่องเดิมๆ เหมือนกลายเป็นคนขี้น้อยใจ แนวหาเรื่อง (เพราะผู้ชายคิดว่าทำดีแล้ว บ้านก็กลับ ทำไมต้องหาเรื่องด้วย?)
ในห้องให้คำปรึกษา ผู้ชายหลายคนจะขำ เมื่อผมแนะนำว่าต้องจีบแฟนตัวเองเรื่อยๆ เพราะงงว่าทำไมผู้หญิงสนใจเรื่องเล็กๆ พวกนี้ ส่วนผู้หญิงจะรู้สึกงงว่าทำไมผู้ชายไม่เข้าใจความรู้สึกแบบนี้ จริงๆ สิ่งที่ดีที่สุด คือ เราต้องลองคิดจากมุมเพศตรงข้าม เพราะถ้าคิดจากมุมเรา อีกฝั่งก็จะดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยจริงๆ
2.เรื่องระหว่างคนสองคนต้องกล้าจัดการกันเองก่อน
สังคมไทย ชีวิตคู่มักเป็นจุดสนใจของคนอื่นๆ ตั้งแต่คนในครอบครัว (พ่อแม่ ปู่ยา ตายาย) ไปจนถึงญาติๆ และคนอื่นๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องด้วย และเมื่อปัญหาเริ่มเกิดขึ้นในบ้าน สิ่งที่ผมเห็นประจำ คือ ทั้งสองฝ่ายมักไปปรึกษาคนนอกครอบครัว บางทีก็เพื่อแค่บ่น หาพวก หาความเข้าใจจากมุมมองอื่นๆ ฯลฯ แต่จริงๆ ยิ่งทำสิ่งนั้น ยิ่งเข้าใจกันผิดบานปลายกว่าเดิม
ผมเจอประจำในห้องบำบัด คือ สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ แก้ได้ถ้าค่อยๆ เปิดใจคุย และแก้ทีละเรื่อง แต่คู่สมรสส่วนใหญ่ มักปล่อยปัญหาให้บานปลาย จนกลายเป็นเรื่องที่แก้เองสองคนไม่ได้ เพราะไม่ไว้ใจกันไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน เรื่องบ้าน เรื่องเลี้ยงลูก ไปจนถึงเรื่องบนเตียง ต้องกล้าคุยกัน ถ้าคุยกันเองแล้วไม่จบ ต้องหาผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยให้ทั้งสองคนกล้าคุย กล้าต่อรอง กล้ากลับมาไว้ใจกันอีกครั้ง
3.ยอมปรับกันใหม่เมื่อวงจรชีวิตเปลี่ยน
ชีวิตคู่ต้องปรับตัวหลายช่วงชีวิต เพราะชีวิตคู่มันก็มีวงจรของมัน ยิ่งแก่ลง ยิ่งต้องคุยกัน เพราะความต้องการของทั้งสองคนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา อย่าพานคิดว่าสิ่งที่ตกลงกันไปแล้ว ก็คือสิ่งที่จะยึดไปตามนั้นตลอด เพราะงานเปลี่ยน ชีวิตก็เปลี่ยน หรือในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกงาน สุขภาพแย่ลง มีการสูญเสียคนที่เป็นที่รัก หรือชีวิตบางด้านพลิกกะทันหันจนตั้งตัวไม่ทัน หรืออาจจะเป็นการย้ายถิ่นที่อยู่ตามอีกฝ่าย ไปจนถึงมีลูก และอื่นๆ
ช่วงที่วงจรชีวิตฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนไป อีกฝ่ายบางทีจะตั้งรับไม่ทัน เพราะคนที่เราเคยคิดว่ารู้จักกันดีๆ อาจกลายเป็นคนที่เราตกใจ เหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย เพราะเขาอาจความคิดเปลี่ยน นิสัยเปลี่ยน การตัดสินใจเปลี่ยน หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากที่เราคุ้นเคยก็เป็นได้ บางคนเคยร่าเริงกลับซึมเศร้า เคยสังคมจัดกลับกลายเป็นเบื่อผู้คน หรือบางคนจากที่เคยใช้ชีวิตเรียบง่าย จู่ๆ กลับออกไปผจญภัย ทำอะไรอันตรายขึ้น เป็นต้น การปรับตัว ปรับชีวิตกันใหม่ จึงอาจต้องเกิดขึ้น เมื่อวงจรชีวิตเปลี่ยน
4.อภัยให้กันเรื่อยๆ
ชีวิตคู่มักต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ่อยๆ ใครแต่งงานแล้วไม่เคยทะเลาะกันเลยนั้นแทบเป็นไปได้ยาก เพราะการเอาคนนิสัยต่างกันสองคนมาอยู่ใกล้ชิดกัน ย่อมต้องมีผิดใจกันบ้าง และการทำให้กันและกันผิดหวังก็ย่อมเป็นเรื่องง่าย เพราะกว่าจะศึกษาจนเข้าใจนิสัยกันดีพอ บางทีใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีก็มี ไม่ได้เข้าใจกันเลย วันนี้ พรุ่งนี้ แบบในหนังที่เราดู การอภัยกันได้ ย่อมสำคัญ
ทั้งหมดนี้ คือ ข้อคิดที่ผมให้คู่บ่าวสาวในวันนั้น และผมหวังว่าจะช่วยผู้อ่านที่กำลังต้องการแนวทางในการครองชีวิตคู่ด้วยเช่นกัน 







