
'รู้จักธรรม...รู้จักตนเอง'
สิ่งอันสูงสุดของความเป็นมนุษย์ย่อมมีแนวคิดที่แตกต่างกันออกไปในการใช้ชีวิต บางคนทุกข์บางคนสุข
โดย ราช รามัญ
สิ่งอันสูงสุดของความเป็นมนุษย์ย่อมมีแนวคิดที่แตกต่างกันออกไปในการใช้ชีวิต บางคนทุกข์บางคนสุข แต่ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขต่างก็ล้วนมีที่มาของสิ่งนั้นเสมอ เพียงแต่เราเคยได้ย้อนได้ดูสิ่งต่างๆ นั้นบ้างหรือไม่เท่านั้นเอง ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักธุรกิจหนุ่ม แค่ชื่อเขาก็ทำให้สะดุด ปราชญ์ เอกภาพันธ์ เจ้าของธุรกิจโรงแรมคู่ฟ้าเคียงทะเล หัวหิน ปราณบุรี และ พันวาซันเซท แหลมพันวา
ใครจะคิดว่า บางครั้งคนรุ่นใหม่ จะมีใจชื่นชอบในสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ซึ่งเป็นแนวคิดที่แตกต่างเหลือเกินและเป็นแนวคิดที่สามารถบอกได้คำเดียวว่า อาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆ เพราะสิ่งที่ ปราชญ์ ศึกษานั้นล้วนแต่เป็นเรื่องภายในมากกว่าเรื่องภายนอก
“ผมศึกษาธรรมะแต่ไม่ใช่ธรรมะแบบตามวัดวาอารามทั่วๆ ไป ผมนิยมศึกษาธรรมชาติมากกว่า ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง ไม่ได้ศึกษาธรรมะแบบจารีตประเพณี ที่ทั่วไปนิยมกัน เพราะหลวงพ่อปัญญา วัดชลประทานฯ และหลวงพ่อพุทธทาส เป็นแนวทางที่ทำให้ผมสนใจในคำว่าธรรมะแบบธรรมชาติ มนุษย์ย่อมมีความเข้าใจในเรื่องของศาสนาแตกต่างกันออกไป บ้างนิยมเข้าวัดไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิ แต่สำหรับผมจะเน้นไปในเรื่องของธรรมชาติ เลยชอบอยู่กับธรรมชาติ”
ตอนที่ผมไปอยู่อินเดีย ได้พบฝรั่งคนหนึ่งที่เขามีแนวคิดในการเข้ามาศึกษาธรรมะคล้ายๆ ลักษณะนี้ โดยเขาบอกว่า ธรรมะมันก็คือธรรมะไม่มีอะไรมาเป็นเป้าหมายอะไร เพราะธรรมะคือธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องของการตั้งเป้าหมายแบบเรื่องชีวิตซึ่ง ปราชญ์ก็ยืนยันไปในแนวนั้น
เช่นกัน
“ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ธรรมะมันคือเรื่องการเรียนรู้ธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องพิธีกรรม ธรรมะเป็นการเรียนรู้ใจของตัวเราเองนี่แหละว่าคิดอะไรและอย่างไรในขณะนี้ เมื่อเราโกรธเราก็ควรที่จะต้องรู้ให้ทันว่าเราโกรธ ซึ่งความโกรธเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ เราเรียนรู้ถึงที่มาของมันให้ได้ว่ามาอย่างไร เมื่อเรารู้แล้วจงหาวิธีระงับให้ได้ สุดท้ายการที่เราจะไม่โกรธใครเลย คือ เราต้องยอมรับ เราต้องเข้าใจและเราต้องมีสติประคับประคองไม่ให้อารมณ์นั้นเกิดขึ้น
ยิ่งผมเป็นนักธุรกิจ เป็นนักลงทุน แน่นอนบางภาวะอารมณ์ต้องมีอาการทางความคิดแบบอยากได้ อยากเป็น อยากมี เพียงแต่เราต้องมีและเป็นตามขอบเขตของเรา ตามทางที่ถูกต้องของจารีตสังคมและกฎหมาย ไม่ใช่มีแล้วใช้ทุกวิธีทางที่จะทำให้ได้มา ใครเข้าใจคำว่าโลภอย่างไรผมไม่ทราบ แต่การที่ผมทำงานหลายอย่างแม้แต่การเปิดคอร์สสอนคนบ้างหรือทำอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการลงทุนมากมายหลายที่ ลงทุนเป็นระดับหลักร้อยล้านหรือเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าผมทำได้ด้วยสติปัญญา ทำได้โดยสุจริต ไม่คดโกง ตัวเองไม่เป็นทุกข์คนอื่นไม่เป็นทุกข์ ผมมองว่าไม่ใช่ความโลภอย่างแน่นอน เพราะโลภสำหรับผม คือ อยากได้ของคนอื่นเขา โดยหนทางทุจริตผิดจารีตของกฎหมายและคุณธรรม”
ปราชญ์ยังย้ำแนวทางของความคิดอีกว่า
“ผมไม่สนใจเรื่องพิธีกรรมเท่าไหร่ จะเวียนเทียนหรือจะอะไรที่เป็นเพียงการสื่อแบบจารีตประเพณีแต่ผมจะเน้นไปในทางด้านความคิดสติปัญญา ในการอ่านโลกมองคนและสุดท้ายอ่านใจเข้าใจตัวเอง ตามธรรมชาติมากกว่าเรื่องอื่นใด
คนบางคนมีแนวคิดที่ว่า เมื่อพูดถึงธรรมะต้องใส่ชุดขาว ต้องไปวัดบ่อยๆ ต้องทำพิธีกรรมนั่นนี่โน่น ผมมองว่ามันเป็นเพียงอุบายสำหรับคนที่มาใหม่ เพื่อทำให้ใจสงบให้ใจระงับ แต่ถ้าเราได้หลักของธรรมชาติทั้งปวงแล้ว เราจะเข้าใจลงลึกไปอีกว่า โลกมันไม่มีอะไรกับอะไร เพียงแต่ทุกคนเกิดมาเพื่อทำหน้าที่เท่านั้น หน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป ถึงวันหนึ่งเราก็ต้องทิ้งทุกอย่างไป ทิ้งไปอย่างต้องเข้าใจว่า นี่มันก็คือธรรมะอย่างหนึ่ง เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งเช่นกัน”
ยามนี้พระสงฆ์มีข่าวเรื่องต่างๆ มีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่องของความศรัทธา...
“ผมมองว่ามันก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ข่าวที่พระท่านทำเรื่องนั้นนี่ สำหรับผมเฉยๆ มาก เพราะว่าพระก็คือคน คนหนึ่งคน ที่สละทุกอย่างจากทางโลกเพื่อมาฝึกฝนตนเอง ให้รู้จักธรรมชาติ ระหว่างทางที่ฝึกย่อมจะต้องมีอุปสรรค มีอะไรเข้ามากระทบ ซึ่งถ้าท่านผ่านไปได้ก็สวยงาม ถ้าท่านผ่านไปไม่ได้ก็จบการฝึกนั้นลงแล้วก็กลายมาเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งเหมือนเดิม มันก็แค่นั้น ผมกลับมองว่าคำว่า ศาสนา ไม่มีวันเสื่อมไม่มีคำว่าเสื่อม ถ้าจะเสื่อมมีแต่คนที่มาฝึกตนนั้นแหละเสื่อมลงไปเองถ้าทำไม่ดี ไม่ว่าจะศาสนาอะไรก็ตามไม่มีเสื่อม ที่เสื่อมคือคน ศาสนาก็อยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม ถ้าเราเข้าใจตามนี้มันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่บางทีเราไม่เข้าใจเราก็เลยไปโทษความเป็นองค์กรว่าเสื่อม
อีกอย่างหนึ่งพระพุทธเจ้าก็สอนอยู่แล้วว่า ทุกอย่างมันล้วนเป็นไปตามธรรมชาติ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปมันก็แค่นั้นเอง มันไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่ ไม่ได้เป็นอะไรที่พิสดารเกินธรรมชาติเลยแม้แต่น้อย”
นับว่าเป็นแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่มีมุมมองในเรื่องของศาสนาน่าสนใจอย่างยิ่ง ทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้มันต่างก็เวียนไปเวียนมาตามความคิด ตามความรู้สึก ตามประสบการณ์ชีวิต นักลงทุนในด้านอสังหาฯ หนุ่มที่อยู่กับกองเงินกองทองถ้าเข้าใจธรรมชาติทั้งปวงแบบนี้ได้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ชีวิตย่อมอยู่ได้สบายด้วยความสงบและมีความสุขอย่างแท้จริง
โลกนี้มันไม่มีอะไรที่แน่นอน โลกนี้มันไม่มีอะไรที่ยั่งยืน อย่างที่คนเข้าใจ ทุกคนล้วนมาทำหน้าที่แล้วเมื่อถึงวันหนึ่งก็ต้องลาจากโลกนี้ไปเหมือนกันทุกคน แหม...คุยกับคุณปราชญ์ เอกภาพันธ์ แล้วบอกได้เลยว่าความเบาความโล่งในใจเกิดขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง ถ้าคุยต่อไปอาจจะพลอยเข้าถึงธรรมชาติอีกคนก็เป็นไปได้นะ







