
ความภาคภูมิใจกลุ่ม LGBT หรือความย้อนแย้ง
ในโลกตะวันตกเดือน มิ.ย.ของทุกปีถือว่าเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มเลสเบียน เกย์ ไบเซ็กชวล
โดย ณัฐภาณุ นพคุณ [email protected] ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนิติธรรมและการพัฒนา (ROLD) สำหรับผู้บริหาร รุ่นที่ 1 สถาบันยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
ในโลกตะวันตกเดือน มิ.ย.ของทุกปีถือว่าเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มเลสเบียน เกย์ ไบเซ็กชวล และทรานเซ็กชวล (ข้ามเพศ) หรือที่เรียกย่อๆ ว่ากลุ่ม LGBT โดยเป็นเดือนที่ระลึกถึงเหตุการณ์จลาจลที่ Stonewall นครนิวยอร์ก สหรัฐ เมื่อเดือน มิ.ย. 1969 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เป็นชนวนและจุดเริ่มต้นของขบวนการเพื่อเรียกร้องสิทธิของกลุ่มเกย์ และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของความเป็นเกย์ (Gay Pride)
ท่านผู้อ่านสามารถชมภาพยนตร์ เรื่อง Stonewall :Where Pride Began (ค.ศ. 2015) หรือเรื่อง Milk : ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ผู้ชายฉาวโลก ซึ่งเป็นภาพยนตร์ชีวประวัติอเมริกันในปี 2008 นำแสดงโดย ฌอน เพนน์ นักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดัง มีเนื้อหาเกี่ยวกับนักต่อสู้เพื่อสิทธิชาวรัก
ร่วมเพศ และเป็นชายที่ประกาศตัวว่าเป็นรักร่วมเพศคนแรกที่ได้รับเลือกให้เป็นเทศมนตรีของนครซานฟรานซิสโก เพื่อทราบถึงวิวัฒนาการในเรื่องนี้
วันนี้หากท่านผู้อ่านค้นหาคำภาษาอังกฤษว่า “LGBT” หรือคำภาษาไทย “เกย์” ใน Google จะเห็นว่าผลการค้นหาจะประดับด้วยลายอาร์ตสีสายรุ้ง เพราะบริษัทนี้สนับสนุนเรื่องสิทธิของกลุ่ม LGBT และเป็นที่ทราบกันว่าในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่เปิดก็มีผู้สนับสนุนเรื่องสิทธิของกลุ่ม LGBT อย่างเปิดเผย ในเดือนนี้ ทางสถานเอกอัครราชทูตต่างชาติในประเทศไทย เช่น สหรัฐและออสเตรเลีย ก็ต่างจัดงาน Gay Pride เป็นกิจกรรมสำคัญหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ความย้อนแย้งไม่เคยห่างไกลจากเรื่องนี้ ซึ่งทุกประเทศและสังคมมีความเห็นที่แตกต่างกัน กล่าวคือ แม้ว่าขบวนการสนับสนุนกลุ่ม LGBT เริ่มมีพลังมากขึ้นในทศวรรษ ค.ศ. 1990 ในสหรัฐ แต่ขณะเดียวกันยังคงมีความแตกต่างทางความคิดแบบสุดขั้วแม้ในระดับที่สูงสุดของรัฐบาล โดยขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีคลินตันและโอบามาออกมาสนับสนุนเดือน มิ.ย. ให้เป็นGay Pride Month แต่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับไม่ให้การสนับสนุนแบบที่เท่ากัน
ในหลายมุมของโลกมีแนวคิดเกี่ยวกับครอบครัวในรูปแบบดั้งเดิม (Traditional Family) และสนับสนุนค่านิยมครอบครัว (Family Values) ที่คุ้นเคย คือครอบครัวต้องประกอบด้วยพ่อ ซึ่งเป็นเพศชายและแม่ ซึ่งเป็นเพศหญิงเท่านั้น
บางประเทศมองว่า LGBT เป็นบ่อนทำลายสังคมและมีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นทางการ หรือการกดขี่ทางสังคม แม้จะมีการยอมรับและอดกลั้น แต่ปัญหาคือนอกจากบางประเทศมองว่าการเป็น LGBT เป็นความผิดทางสังคมหรือตามกฎหมายแล้ว ในสังคมที่มีประชาชนที่มีการศึกษาต่ำและมีการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอจะเสี่ยงต่อการเกิดการกลั่นแกล้งกลุ่มเปราะบางที่ถูกมองว่าอ่อนแอด้วย ทั้งๆ ที่กลุ่มดังกล่าวมิได้เปราะบางตั้งแต่ต้น เพียงแต่อยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบาง
นอกจากนี้ ในเวทีระหว่างประเทศ เรื่อง LGBT เป็นเรื่องที่ทำให้นักการทูตของหลายประเทศแบ่งพรรคพวกเป็นสองขั้ว และในการโต้วาทีหรือผลักดันความพยายามที่จะมีแนวร่วม จะไม่ยอมซึ่งกันและกันเอาซะเลย
ประเทศไทยเองอาจถือว่ายังอยู่ในสายกลาง เป็นสังคมที่เปิดกว้าง แต่ก็ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม โดยมีการยอมรับเรื่องสิทธิของ LGBT แต่เป็นการยอมรับแบบมีเงื่อนไข ยังคงมีการเสี่ยงต่อการดูถูก ล้อเลียน หรือแม้กระทั่งละเมิดสิทธิ คล้ายกับความเสี่ยงที่เด็กผิวคล้ำหรือเด็กอ้วนจะถูกเพื่อนๆ แกล้ง
อย่างไรก็ดี สังคมไทยน่าจะมีพื้นที่ปลอดภัยที่เพียงพอในสังคมเพื่อการยอมรับบุคคลต่างอัตลักษณ์
ผู้เขียนขอเล่าว่าได้เก็บแผ่นพับเก่าๆ มาร่วม 18 ปี เกี่ยวกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องหลักธรรมาภิบาล(Good Governance) ปี 2542 ซึ่งระบุว่า หนึ่งในหลักการที่สำคัญคือหลักนิติธรรม (Rule of law) ซึ่งหมายถึงการตรากฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับที่มีความยุติธรรม ทันสมัย (Timely) และได้รับการยอมรับและปฏิบัติตาม (Accepted and conformed) ในสังคม
ดังนั้น หากยึดหลักการนี้ก็ถือได้ว่าความพยายามเพื่อพัฒนากฎหมายและให้มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง และให้ทันตามยุคสมัย เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการ แม้ว่ามีพระราชบัญญัติที่ปกป้องสิทธิของคนทุกกลุ่ม ทุกอัตลักษณ์ทางเพศแล้ว แต่หากไม่มีการนำมาปฏิบัติจริงอย่างให้เห็นผลก็จะเป็นกฎหมายที่มีประโยชน์น้อยมากต่อสังคม
หากมีกฎหมายที่ประชาชนไม่เข้าใจและไม่มีการนำมาใช้เพื่อปกป้องสิทธิของกลุ่มเปราะบางก็จะไม่มีประโยชน์ และความลักลั่นและเข้าใจผิดระหว่างคนในสังคมก็จะขยายขึ้นได้ เพราะสิ่งที่คนเราจะกลัวและรังเกียจมากที่สุดคือกลุ่มคนที่แตกต่างจากเรา และสิ่งที่เราไม่เข้าใจ (People fear what they don’t understand) นั่นเอง







