
หมดยุคการเมืองซ่อนแอบและนอมินี
ใครอย่าได้คิดหลอกลวงคนไทยได้อีกต่อไป
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
ใครอย่าได้คิดหลอกลวงคนไทยได้อีกต่อไป
ว่ากันว่าอนาคตการเมืองไทยได้กำหนดไว้ทั้งหมดแล้ว ภายใต้ “โรดแมป” ของ คสช.ที่ชัดเจนที่สุดในความเข้าใจของสังคมก็คือ จะต้องมีการ “สืบทอดอำนาจ” ของคณะผู้ปกครองคณะนี้ไปอีกระยะหนึ่งภายหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้อย่างแน่นอน แต่ทั้งหมดนี้ก็ยัง “อึมครึม” อยู่ภายใต้การเล่นการเมืองแบบ “ซ่อนแอบ” ของคณะผู้ปกครอง และแบบ “นอมินี” ของผู้ที่จะมาสมัครเป็นตัวแทนประชาชน
มีสำนวนพูดว่า “คนไทยไม่ได้กินแกลบ” คงเป็นการประชดประชันเพื่อเตือนผู้มีอำนาจว่า การวางหมากกลทางการเมืองอย่างที่มีให้เห็นอยู่นี้ ไม่สามารถที่จะหลอกผู้คนทั้งหลายอะไรได้ เพราะประชาชนรู้เท่าทัน มีสติปัญญา และติดตามข่าวสารบ้างพอสมควร นั่นก็คือทำไมคณะผู้ปกครองจึงไม่ประกาศแก่ประชาชนให้ชัดเจนว่า “มีความจำเป็นอะไร” ที่จะต้องอยู่ในอำนาจต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งถ้าอ้างถึงสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดแก่สาธารณะเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า “ต้องการให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย” ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่พอรับฟังได้ ซึ่งก็คงจะมีคนไทยจำนวนมากที่มีความต้องการเช่นนั้น
ในทางรัฐศาสตร์ “ความกล้าหาญ” ถือว่าเป็นคุณธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้ปกครอง ดังที่โสกราตีส “บิดาแห่งปรัชญาการเมือง” ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ 2,500 กว่าปีมานั้นแล้ว โดยกล่าวว่า “ความกล้าหาญคือกล้าที่จะทำความดี ทำสิ่งที่ถูกต้อง กล้าที่จะทำลายล้างความ
ชั่ว และป้องกันไม่ให้มีความชั่วเกิดขึ้น” หรือถ้าจะเทียบเคียงกับศาสนาพุทธก็คือ ผู้นำจะต้องมีหิริ โอตตัปปะ โดยที่ “หิริ คือ ความละอายต่อบาป” และ “โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป” ทั้งนี้ “บาป” ก็คือ “สิ่งชั่วร้าย” นั่นเอง
ผู้เขียนได้ฟังคำพูดของนายกรัฐมนตรีในวันนั้นแล้วก็ค่อนข้างจะเห็นใจ ที่ท่านบอกว่าเหตุที่ท่านต้องอารมณ์เสียหรือแสดงอารมณ์โกรธอยู่บ่อยๆ นั้นก็เพราะ “ท่านเป็นมนุษย์มากเกินไป” โดยย้ำว่านายกรัฐมนตรี “ไม่ใช่เทวดา” แต่ถ้ายึดแนวคิดทางรัฐศาสตร์ นายกรัฐมนตรีใน
ฐานะผู้นำของประเทศ “ไม่ใช่คนธรรมดา” อย่างแน่นอน โดยที่แต่ไหนแต่ไรตั้งแต่ยุคปรัชญากรีก นักปราชญ์ในยุคนั้นก็บอกว่า “ผู้ปกครองคือบุคคลพิเศษ” ซึ่งหมายถึง “ผู้มีบทบาทหน้าที่พิเศษ” เพราะต้องปกครองดูแลคนทั้งประเทศ รวมถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อคนอื่นไม่ใช่ทำเพื่อตนเองหรือครอบครัว ญาติพี่น้อง และพรรคพวก ยิ่งในทางศาสนาพุทธด้วยแล้ว ผู้ปกครองมีฐานะเทียบได้กับ “พระโพธิสัตว์” อันหมายถึงที่พึ่งที่อาศัยของอาณาประชาราษฎร์นั้นด้วย
ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ท่านจำได้ถึงบรรยากาศเมื่อตอนที่ท่านยึดอำนาจและประชาชนจำนวนมากโห่ร้องยินดีอย่างอึงคะนึง เหตุผลหนึ่งก็คือประชาชนได้รอคอย “ผู้กล้า” ที่จะมาจัดการกับปัญหาความวุ่นวายอันเกิดจากการกระทำของนักการเมืองในตอนนั้น ยิ่งเมื่อท่านประกาศว่าจะเอาจริงเอาจังกับการจัดการกับนักการเมืองชั่วๆ ประชาชนก็ยิ่งไชโยโห่ร้องต้อนรับ และที่ประชาชน “อดกลั้น” ให้โอกาสท่านมาถึง 4 ปีนี้ก็ด้วยความหวังว่าท่านจะใช้ความกล้าหาญที่ “ทหารควรมี” จัดการกับสิ่งที่ผู้ปกครองที่มาจากการเลือกตั้งทำไม่ได้ นั่นก็คือหวังในการใช้ “อำนาจพิเศษ” ที่ท่านมีอยู่เหนือมนุษย์ภายใต้ระบบทหารจัดการเสียให้หมดสิ้นไป
มาถึงวันนี้ แม้หลายสิ่งหลายอย่างทหารยังไม่สามารถจัดการอะไรได้ อย่างเช่น “ความสงบเรียบร้อย” อย่างที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ แต่เมื่อทหารมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ในอำนาจเพื่อจัดการกับ “ความไม่สงบเรียบร้อย” นั้นต่อไป ท่านก็ควรจะใช้สิ่งที่ประชาชนคาดหวังที่เหลืออยู่เพียงสิ่งเดียวในตัวท่าน นั่นก็คือ “ความกล้าหาญ” ที่ประชาชนยังเชื่อว่าน่าจะ “ยังมีเหลืออยู่บ้าง” แสดงออกมาให้ประชาชนมีความอุ่นใจ
เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ ท่านไม่ควรให้ลิ่วล้อบริวารแย่งชิงความเป็น “คนสำคัญ”ไปจากท่าน ด้วยการให้พวกเขาไปคิดจัดตั้งพรรคการเมืองหรือไป “ดูด” ใครต่อใครมาสนับสนุนท่าน เพราะนั่นจะทำให้คนทั้งหลายมองไปได้ว่า ท่านไม่มีความกล้าหาญหรือมีภาวะผู้นำพอ แม้แต่จะเล่นการเมืองต่อไปก็ให้คนอื่นมาจัดการให้ ภาพ “ความเสื่อม” เช่นนี้จะยิ่งชัดเจนเมื่อถึงวันที่ท่านจะต้องถูกเสนอชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรรับรอง ซึ่งค่อนข้างเป็นไปได้มากว่ากลุ่มที่สนับสนุนท่านนั้น “ยังไม่แน่นอน” ที่จะส่งผลให้ท่านไม่ได้รับการรับรองให้เป็นนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็เท่ากับว่าท่านไม่ได้รับ “การยอมรับ” จากประชาชนนั่นเอง ทั้งนี้ไม่ต้องไปมองถึงการรับรองที่ให้วุฒิสภามาร่วมด้วยในรอบสอง ซึ่งวุฒิสภานั้นมีความหมายแค่ “สภาฝักถั่วตรายาง” ที่เป็นได้แค่ “ลูกน้องรับรองนาย” เท่านั้น
การสูญเสียภาวะผู้นำอันเกิดจากการขาดความกล้าหาญที่จะดำเนินการใดๆ ด้วยตนเอง รวมถึงความไม่ชัดเจนในสถานภาพและบทบาทที่จะคงอยู่ต่อไปของท่าน ย่อมนำมาซึ่งปราฏการณ์ “ความไม่ชัดเจน” อื่นๆ อีกมากมายในบ้านเมือง ที่รวมถึงอนาคตของการปฏิรูปประเทศที่ท่านวางกรอบสืบทอดไว้อีกหลายปีนั้นด้วย ทั้งนี้ก็เพราะประชาชนคงหมดความเชื่อถือท่านแล้ว เพราะขนาดเมื่อครั้งที่มี “อำนาจล้นฟ้า” ก็ยังทำอะไรไม่ได้ แล้วต้องมาอาศัย “มือเท้า” ของคนอื่นที่เอาแต่แย่งชิงอำนาจกัน ก็คงจะ “บ่มิไก๊”
พรุ่งนี้ขอให้ท่านประกาศเลยว่า “ข้าพเจ้าจะตั้งพรรคการเมืองและลงสมัครเพื่อให้ประชาชนเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี” คงจะมีผู้คนจำนวนมากขานรับและสนับสนุนท่าน ทั้งนี้เพื่อสู้กับพวกพรรคการเมือง “อีแอบ” ที่เป็นร่างทรงหรือนอมินีของ “นักการเมืองชั่วๆ” ที่ท่านคิดทำเพื่อประชาชนมาตั้งแต่แรก
“ธรรมะย่อมชนะอธรรม” ท่านจะต้องชนะเลือกตั้งอย่างแน่นอน (ถ้าท่านเป็นฝ่ายธรรมะจริงๆ)







