posttoday
ไม่พร้อมต้องผ่อนผัน

ไม่พร้อมต้องผ่อนผัน

10 มิถุนายน 2561

ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ต้องใช้บัญชีเดียวกับที่ยื่นเสียภาษีให้กรมสรรพากรยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ หากธนาคารพาณิชย์ไม่ปฏิบัติตามก็จะมีการลงโทษจาก ธปท.

เรื่องนี้กระทรวงการคลังผลักดันมานานแล้ว เพื่อที่จะให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้อง เลิกทำบัญชีสองเล่มสามเล่ม เพื่อที่จะหลบเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นผลเสียต่อตัวเอสเอ็มอีและระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากการทำบัญชีหลายเล่ม เช่น การทำบัญชีที่แท้จริง บัญชีที่ทำให้ขาดทุนเพื่อจะไม่ต้องเสียภาษี ทำให้รัฐขาดเงินได้จากภาษีที่จะนำไปพัฒนาประเทศ และขาดข้อมูลเอสเอ็มอีที่แท้จริงว่าผู้ประกอบการเดือดร้อนจริงหรือไม่ และรัฐจะกำหนดนโยบายการช่วยเหลือถูกจุดตรงประเด็นได้อย่างไร หากข้อมูลไม่ถูกต้อง

ความพยายามที่จะให้ธุรกิจเอสเอ็มอีทำบัญชีเดียวไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะเอสเอ็มอีไม่สนใจ ดังนั้นคลังจึงคิดว่าหาธนาคารพาณิชย์ร่วมมือที่จะทำให้นโยบายนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะต้องแลกกันหากเอสเอ็มอีรายใดทำบัญชีถูกต้องก็จะได้เงินกู้ดอกต่ำ ในขณะที่รายใดทำบัญชีไม่ถูกต้องก็จะกู้เงินไม่ได้หรือกู้เงินยาก

ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ที่จะต้องประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจและประโยชน์ที่เอสเอ็มอีจะได้รับจากการทำบัญชีเล่มเดียวให้เห็นเป็นรูปธรรม เพราะหากปิดกั้นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายย่อย ก็เท่ากับรัฐผลักให้เอสเอ็มอีที่ไม่มีความพร้อมออกไปกู้นอกระบบ หรือ ต้องปิดกิจการไปเพราะไม่มีเงินทุนเพียงพอ

นอกจากนั้น เรื่องของการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์นั้น เป็นการพิจารณาความเสี่ยงของลูกค้าเป็นหลัก หากบัญชีไม่สวยงาม แต่แนวโน้มกิจการของลูกค้าดีมีกระแสเงินสด ธนาคารก็จะปล่อยสินเชื่อให้ แต่ต่อไปนี้ธนาคารจะต้องดูว่าบัญชีงบดุลของลูกค้าเป็นบัญชีที่ส่งให้กรมสรรพากรก่อน จึงจะพิจารณาปล่อยกู้ให้โดยไม่ต้องพิจารณาในเรื่องอื่นประกอบ ดังนั้นมาตรการของรัฐในส่วนนี้ก็จะเป็นภาระต่อธนาคารพาณิชย์เช่นเดียวกัน

โดยหลักการหาวิธีให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบบัญชีที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะปล่อยให้เอสเอ็มอีอยู่แบบนี้ต่อไปในโลกปัจจุบันที่การแข่งขันมีอยู่สูงและเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่คงจะลำบาก แต่การเข้มงวดจนเกินไปในช่วงแรกก็อาจจะทำให้ผู้ที่ไม่พร้อมได้รับผลกระทบ การที่มีแนวคิดที่จะผ่อนผันให้ผู้ที่ยังทำบัญชีเดียวไม่ได้ปรับตัวและพยายามที่จะแก้ไขให้เข้าสู่ระบบก็เป็นแนวคิดที่ดีและกระทรวงการคลังควรจะนำไปพิจารณา

ทางด้านผู้ตรวจสอบบัญชีเองก็ควรจะต้องมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการทำงานด้วยเช่นกัน เพราะบัญชีที่เอสเอ็มอีส่งกรมสรรพากร หรือยื่นเงินกู้กับธนาคารก็จะต้องผ่านการเห็นชอบจากผู้ตรวจสอบบัญชีก่อนอยู่แล้ว เท่ากับผู้ตรวจสอบบัญชีก็จะต้องรับผิดชอบบัญชีของเอสเอ็มอีด้วยเช่นกัน หากกรมสรรพากรไม่เชื่อถือระบบบัญชีของเอสเอ็มอีก็ต้องไม่เชื่อถือการตรวจสอบของผู้ตรวจสอบบัญชีด้วยเช่นกัน

ดังนั้น การควบคุมและกำกับดูแลเรื่องจริยธรรมวิชาชีพของนักบัญชีก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องดูแลอย่างเข้มงวด เพราะการที่เอกชนจะหนีภาษีหรือเลี่ยงให้เสียภาษีต่ำกว่าความเป็นจริงได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ผู้ตรวจสอบบัญชีเช่นกัน

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้กระทรวงการคลังจะไม่ยินยอมปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างเด็ดขาด ทางเอสเอ็มอีและธนาคารพาณิชย์ก็ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งในระยะแรกก็จะประสบปัญหาในทางปฏิบัติสักพัก เมื่อปรับตัวกันได้ก็น่าจะเป็นผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ หากระบบบัญชีของธุรกิจไทยเชื่อถือได้ การที่จะหาคนมาร่วมลงทุนหรือขยายกิจการในอนาคตก็ง่าย และทำให้เอสเอ็มอีได้ประโยชน์ในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท