
การจ้างงานผู้สูงอายุ (16)
สวัสดิการและสิทธิประโยชน์นับว่าเป็นเรื่องสำคัญในการจ้างงานรองลงมาจากเงินเดือน
สวัสดิการและสิทธิประโยชน์นับว่าเป็นเรื่องสำคัญในการจ้างงานรองลงมาจากเงินเดือน ดังนั้นในการจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณจึงต้องพิจารณาว่าเป็นการทำงานเหมือนปกติทุกอย่างหรือไม่ ในความเห็นของกลุ่มตัวอย่างมองว่า ถ้าใช่ ลูกจ้างสูงอายุก็ควรจะได้รับสิทธิเท่าเทียมกันหรือใกล้เคียงกัน นายจ้างจะต้องให้ผู้สูงอายุได้รับสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้เช่นเดิม
หลักประกันก็คือประกันสังคม เมื่อถึงจุดนั้นถ้าลูกจ้างยังทำงานขยายต่อ การดูแลของประกันสังคมจะต้องครอบคลุมขยายไปด้วย ตราบใดที่ยังทำงานอยู่ประกันสังคมก็ยังเป็นสวัสดิการพื้นฐานในการรักษาพยาบาล จึงน่าจะให้สิทธิลูกจ้างในส่วนตรงนี้ด้วย ทั้งนี้ประกันสังคมหลังวัยเกษียณจะต้องดูกฎหมาย มาตรา 40 เรื่องสมัครใจและชราภาพประกอบกันด้วย
ในส่วนของการเตรียมความพร้อมเพื่อการจ้างงานผู้สูงอายุในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยนั้น ผู้ให้ข้อมูลเห็นพ้องกันว่าการจะจ้างงานผู้สูงอายุได้นั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความร่วมมือกัน ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากประโยชน์ร่วมที่แต่ละฝ่ายจะได้รับ รวมทั้งควรมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การสำรวจข้อมูลเชิงประจักษ์มารองรับ และอาจดำเนินงานในลักษณะโครงการนำร่องก่อน แล้วจึงขยายผลหลังจากการประเมินโครงการ
ผู้ให้ข้อมูลในงานวิจัยโครงการพัฒนาโมเดลการจ้างงานสำหรับผู้สูงอายุในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ต่างเห็นว่าผู้สูงอายุ บริษัท และราชการ ถ้ารัฐทำแล้วรัฐเสียประโยชน์ก็อาจจะไม่ทำ ผู้สูงอายุทำแล้วไม่เห็นประโยชน์เขาก็ไม่ทำ เราต้องหาจุดหรือเงื่อนไขที่แบ่งปันสิ่งเหล่านี้ เพราะถ้าเราทำโครงการแล้วไปด้านใดด้านหนึ่ง เช่น บอกว่าทำเพื่อผู้สูงอายุอย่างเดียว เอกชนที่จะร่วมก็อาจไม่ร่วมด้วย ต้องหาจุดที่เอกชนต้องได้ส่วนหนึ่ง ผู้สูงอายุได้ส่วนหนึ่ง สังคมรัฐบาลต้องแบ่งปันกัน ต้องมีหน่วยงานขึ้นมาศึกษา แล้วอธิบายให้แต่ละฝ่ายฟังว่ามีประโยชน์อย่างไร จะเป็นกลุ่มก็ได้ เป็นกองทุนก็ได้ รวมตัวกันตั้งประเด็นปัญหา เหมือนกองทุนเพื่อรณรงค์เรื่องนี้ ลงขันกันทำก็ได้
ผู้ให้ความเห็นท่านหนึ่ง กล่าวว่า กรณีผู้สูงอายุเวลาจะรับต้องบอกว่ามีทักษะ อย่างที่สองคือสุขภาพ แต่การที่จะออกกฎหมายให้บริษัทเอกชนรับผู้สูงอายุเข้าทำงาน ต้องไม่บังคับว่าต้องมีจำนวนเท่าใด สมมติว่าเราช่วยสังคม เราช่วยคนพิการ หลายบริษัทรับคนเข้าทำงานร้อยละ 1 ไม่ควรนำกฎหมายไปบังคับว่าต้องร้อยละ 5 เพราะบางบริษัทอาจจะช่วยไม่ไหว แล้วแต่ฐานะของบริษัท







