
ปรับแผนแก้จน
ผลการตอบรับซึ่งน้อยกว่าที่คาดมากในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก โครงการแจกสวัสดิการภาครัฐให้กับผู้มีรายได้น้อย
ผลการตอบรับซึ่งน้อยกว่าที่คาดมากในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก โครงการแจกสวัสดิการภาครัฐให้กับผู้มีรายได้น้อย ที่มีผู้เข้าเกณฑ์รายได้ต่ำกว่าปีละ 1 แสนบาท มาลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบ 11.4ล้านคน แต่มีผู้ยื่นเพื่อขอฝึกอาชีพเพียง 4.1 ล้านคน ทั้งที่การแก้ปัญหาครั้งนี้เป็นการช่วยแบบเข้าถึงตัวครบวงจร มีการฝึกอาชีพ และช่วยหางานหาอาชีพให้ ทว่าผลตอบรับกลับต่ำกว่าเป้าหมายมาก
ตามรายงานของกระทรวงการคลังล่าสุด ที่โครงการแจกสวัสดิการภาครัฐ ซึ่งเฟสแรกมีผู้มีรายได้น้อยที่เข้าเงื่อนไขมาลงทะเบียน 11.4 ล้านคน รัฐให้ความช่วยเหลือค่าครองชีพวงเงินคนละ 200-300 บาทต่อเดือน ใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซื้อของจากร้านธงฟ้า ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟรี รวมเป็นงบประมาณปีแรก 4 หมื่นล้านบาท
จากนั้นรัฐเดินหน้าเฟส 2 ใช้งบอีก 3.56 หมื่นล้านบาท นำผู้มีรายได้น้อยดังกล่าวมาฝึกอาชีพเพื่อหวังจะให้สามารถทำงานหารายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวในอนาคต โดยใช้แรงจูงใจเพิ่มการช่วยเหลือให้ผู้ลงทะเบียนเฟส 2 จะได้เงินช่วยผ่านบัตรอีกคนละ 100-200 บาทต่อเดือน ซึ่งมีผู้มาลงทะเบียน 8.35 ล้านคน จากที่ลงทะเบียนทั้งหมด 11.4 ล้านคน
ในการสำรวจผู้ลงทะเบียนเฟสสอง 8.35 ล้านคน ที่สำรวจไปแล้ว 7.2 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ประสงค์จะฝึกอาชีพแค่ 4.1 ล้านคน ไม่ต้องการฝึกอาชีพถึงเกือบครึ่ง หรือ 3.1 ล้านคน โดยยอมให้ตัดเงินที่เพิ่มให้อีกเดือนละ 100-200 บาท ซึ่งจากการลงไปเก็บข้อมูลของกระทรวงการคลัง พบว่าคนที่ไม่ฝึกอาชีพส่วนหนึ่งเป็นคนแก่ คนป่วย และอีกส่วนหนึ่งรู้สึกพอกับสิ่งที่มีอยู่ ไม่ต้องการมีรายได้เพิ่ม จึงไม่ประสงค์ฝึกอาชีพ
นอกจากนี้ การสำรวจคนที่ประสงค์ฝึกอาชีพ 4.1 ล้านคน ผ่านโครงการของรัฐ เช่น กระทรวงแรงงานที่จัดมาตรการแก้ไขปัญหาคนจนเฟสสอง 3 โครงการ คือ 1.การส่งเสริมและฝึกอาชีพหลักสูตรฝึกอาชีพเร่งด่วนให้เป็นช่างอเนกประสงค์ หรือช่างชุมชนเป้าหมาย 8 หมื่นคน ทุกชุมชนทั่วประเทศ 2.ฝึกอาชีพเสริม 3 หลักสูตร ระยะเวลาการฝึก 18 ชั่วโมง 30 ชั่วโมง และ 60 ชั่วโมง และ 3.บริการค้นหาตำแหน่งงานจับคู่คนกับงานผ่านตู้งาน หรือจุ๊คบ็อกซ์
รวมทั้งโครงการของกระทรวงพาณิชย์ เช่น แฟรนไชส์สร้างอาชีพให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ว่างงาน โดยนำร่องพื้นที่มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนมาก และเป็นจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 20 จังหวัด ด้วยการนำแฟรนไชส์ 100 แบรนด์ที่ผ่านการพัฒนาจากกระทรวงขนาดการลงทุน 1-5 หมื่นบาท มาให้เลือกลงทุน ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารออมสินจะร่วมให้สินเชื่อคิดดอกเบี้ยเงินกู้อัตราพิเศษ พร้อมหาทำเลหรือสถานที่ขายสินค้า อาทิ สถานีบริการน้ำมันบางจาก เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ตั้งเป้าจะสร้างอาชีพได้กว่า 2 หมื่นราย
บนการฝึกอาชีพที่ครบวงจรดังกล่าว แต่ทางผู้ประสงค์ฝึกอาชีพ 4.1 ล้านคน ก็ยังกังวลว่าเมื่อรัฐฝึกอาชีพให้แล้วจะมีงานให้ทำ มีรายได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ รวมทั้งบางส่วนเป็นการฝึกอาชีพเพื่อยืดเวลาให้ได้เงินพิเศษเพิ่มอีกเดือนละ 100-200 บาทต่อไปเท่านั้น
เมื่อผลสำรวจของโครงการออกมาเป็นแบบนี้ เชื่อได้เลยว่างบที่ลงไปหลายหมื่นล้าน เพื่อหวังจะแก้ความยากจนให้ได้กว่า 2 ล้านคน หรือ 20% คงยาก จึงอยากให้รัฐทบทวนแผนที่เพิ่งเข้าเฟส 2 เช่นการสร้างแรงจูงใจ วิธีฝึกอาชีพเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ต้องการเปลี่ยนชีวิตได้เชื่อมั่นมากขึ้น จะได้ทำให้การลดความเหลื่อมล้ำครั้งนี้ได้ผลคุ้มค่า







