
สมรภูมิการค้าอาเซียน
อาทิตย์ที่ผ่านมาได้เล่าถึงกฎหมายการค้าการลงทุนฉบับใหม่ล่าสุด ลงนามเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมาของประเทศเมียนมา
โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
อาทิตย์ที่ผ่านมาได้เล่าถึงกฎหมายการค้าการลงทุนฉบับใหม่ล่าสุด ลงนามเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมาของประเทศเมียนมา ทำให้เกิดการตื่นตัวของการค้าระหว่างประเทศของเมียนมาเริ่มคึกคักขึ้นมาอย่างแน่นอน ทันทีที่เสียงปี่เสียงกลองดังขึ้นจากการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ ก็มีเสียงสอบถามมาที่ผมมากมายพอควรครับ วันนี้ขอมาเล่าและวิเคราะห์ต่อนะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสมรภูมิการค้าใหม่ในอาเซียน สนามรบนี้ค่อนข้างจะใหม่มากๆ สำหรับทุกๆ คน ดังนั้นจึงน่าจับตาดูเป็นอย่างยิ่งครับ
ที่เมียนมาแม้จะเปิดประเทศมาได้หก-เจ็ดปี ก็เริ่มเปิดการค้าปลีกและขายส่ง ซึ่งผมจะได้เฝ้ารอมานานเกือบสามสิบปี ต้องบอกว่าต่อแต่นี้ไป การแข่งขันด้านการค้าจะเริ่มเข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน กลุ่มค้าปลีกต่างชาติ หลากหลายยี่ห้อ ที่ได้เตรียมการไว้ก่อนหน้านี้ ต้องเริ่มคึกขึ้นมาทันที ไม่เฉพาะแต่ที่ห้างสรรพสินค้าดังที่มาจากไทยเท่านั้น จะมีสิงคโปร์ มาเลเซีย และอีกนานาประเทศจะแห่กันเข้ามา ที่นี่จะเป็นยุทธภูมิสำคัญในเอเชียเลยละครับ น่าจับตามอง ในอีกไม่เกินสองปีรับรองสนุกแน่ๆ ส่วนด้านขายส่งก็เช่นกัน ผมทำนายไว้เลยว่ายักษ์ใหญ่ต่างๆ จะเดินพาเหรดกันเข้ามา เราอาจจะเห็นบริษัทจัดจำหน่ายชื่อดังมากมายในอีกไม่เกินหนึ่งปี เข้ามาสู่สนามต่อสู้นี้แน่นอน แต่คนที่จะได้เปรียบเสียเปรียบนั้นเป็นใคร ผมจะวิเคราะห์ให้อ่านเล่นๆ สนุกๆ นะครับ
ในด้านของตลาดค้าปลีกหรือที่เรียกว่าโมเดิร์นเทรด ปัจจุบันนี้มีซูเปอร์มาร์เก็ตที่นับรวมถึงห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และคอนวีเนียนสโตร์ ถึงกลางปี 2017 ที่ผ่านมามีทั้งหมด 464 แห่ง (ข้อมูลจากจำนวนลูกค้าของบริษัทผมเอง) แต่จำนวนนับถึงวันนี้ต้องมากกว่านี้อีกไม่น้อยครับ เจ้าของธุรกิจส่วนมากจะเป็นของชาวเมียนมา แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ใช้ช่องว่างของกฎหมาย ด้วยการใช้บุคคลที่เป็นหุ่นเชิด หรือนอมินีชาวเมียนมา ดังนั้นเทคโนโลยีที่ใช้ในธุรกิจ ก็มาจากเจ้าของตัวจริงและมีการแอบๆ จ้างคนไทย คนมาเลย์ และคนสิงคโปร์ไปช่วยถ่ายทอดวิชาให้ ผมเคยเจอหลายคนเลยครับ จึงสามารถพูดได้เต็มปากว่าแนวคิดและวิธีการดำเนินการล้วนแต่เลียนแบบมาจากไทยทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการนำสินค้าเข้าไปขายในห้างฯ หรือที่เรียกว่า ค่า Entrance Free ทุกปีจะมีค่าฉลองครบรอบปี Anniversary ค่าลงใบปลิวหรือลง Mail ค่าทำการตลาด Promotion ค่าซื้อหัวชั้นวางสินค้า Gondola ค่าวางกองทำ Display ค่าฉลองการเปิดสาขาใหม่ เป็นต้น หลังวันที่ 9 พ.ค.นี้ เจ้าของตัวจริงออกมาเปิดหน้าได้แล้ว สงครามจึงต้องเข้มข้นขึ้นแน่นอน
แต่จุดอ่อนของการดำเนินธุรกิจนั่นคือ ค่าที่ดินที่ค่อนข้างจะแพง ถ้าหากจะซื้อมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง ในขณะที่ถ้าใช้วิธีเช่าที่ดิน ที่นี่ไม่มีกฎหมายการเช่าที่เหมือนประเทศอื่นๆ อย่างที่ประเทศไทยเรา สามารถเช่าได้สามสิบปีถ้าทำต่อหน้าเจ้าพนักงานและจดแจ้งอย่างเป็นทางการ หรือที่เวียดนาม สามารถเช่าได้ห้าสิบปี เป็นต้น ที่เมียนมาไม่มีกฎหมายรองรับ ดังนั้นถ้าเช่าระยะสั้นหรือยาว ต้องจ่ายค่าเช่าเป็นปี หรือทั้งหมดในทีเดียว จึงเป็นต้นทุนที่สูงมาก หรือถ้าเช่าเป็นปียิ่งอาการหนัก เพราะถ้าปีต่อไปเจ้าของที่ต้องการค่าเช่าเท่าไหร่ ก็ต้องยอมรับ เพราะการย้ายที่เช่าแต่ละครั้งย่อมมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าจำนวนค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น ทางแก้ไขก็คงต้องหาคู่ค้าที่มีที่มีทางเป็นของตนเอง หรือมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงเท่านั้น จึงจะแก้ปัญหานี้หมดไป หรือไม่ก็ต้องไปเปิดในที่ไกลปืนเที่ยงหน่อย แต่การแข่งขันก็ยากขึ้นไปอีกครับ
นี่คืออุปสรรคสำคัญที่ต้องหาทางแก้ไข ยังมีอีกอย่างคือความเป็นเจ้าถิ่นของห้างสรรพสินค้าเจ้าเดิมๆ การตลาดของห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น ต้องอาศัยคนที่รู้จริงเท่านั้น ถ้าไม่รู้พื้นที่ ไม่รู้อุปนิสัยของคนเมียนมาที่ดีพอ ผมว่ายากถึงยากมากๆ เลยครับ เพราะอย่าลืมว่าประเทศนี้ที่เพิ่งเปิดประเทศไม่นาน บุคลากรก็ยังขาดแคลนมากๆ การกระโดดข้ามห้วยของคนทำงานมีมากเป็นพิเศษ ดังนั้นไม่ว่าคุณเป็นเสือเป็นมังกรในประเทศของคุณ แต่คุณมาที่เมียนมาคุณอาจเป็นได้แค่แมวหรือเป็นมังกือก็เป็นได้ครับ
อาทิตย์หน้าผมจะวิเคราะห์ธุรกิจขายส่งให้อ่านเล่นๆ นะครับ







