
ขายชอร์ต
ช่วงนี้มีข่าวความผันผวนในราคาซื้อขายของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
โดย บรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง
ช่วงนี้มีข่าวความผันผวนในราคาซื้อขายของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หลายตัว ผันผวนกันชนิดราคาปรับลงติดฟลอร์ในวันเป็นว่าเล่น โดยมีปริมาณการซื้อขายมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ชั้นนำของประเทศหลายตัว ทำให้หลายคนเริ่มมีความสงสัยว่าความผันผวนของการซื้อขายที่เป็นไปได้ขนาดนั้นมาจากสาเหตุอะไร ถ้าตัดเรื่องข่าวด้านข้อมูลพื้นฐานของบริษัทนั้นๆ ซึ่งมักจะต้องมีการเปิดเผยกันอย่างเหมาะสมในฐานะที่เป็นบริษัทใน ตลท. หรือข่าวลือที่แพร่กันในหมู่นักลงทุน อีกสาเหตุหนึ่งที่ผู้คนมักถามไถ่ก็คือใครจะมีหุ้นมากขนาดนั้นมาทุบหุ้นลงได้ หรือมีใครมายืมหุ้นแล้วมาทำการ “ขายชอร์ต” ทุบหุ้นนั้นลงไปได้ วันนี้เลยอยากยกเอาเรื่องการขายชอร์ตมาเล่าให้ฟังกัน
หุ้นสามัญอะไรบ้างที่อยู่ในข่ายนำมาขายชอร์ตได้ คำตอบคือต้องไปดูประกาศ ตลท. ซึ่งหลักการตอนนี้สำหรับเฉพาะหุ้นสามัญนะครับ อนุญาตให้ขายชอร์ตบนหุ้นสามัญที่
1) เป็นหุ้นสามัญที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีหลักทรัพย์ SET100 Index
2) เป็นหุ้นสามัญที่มีมูลค่าตามราคาตลาดเฉลี่ยในระยะเวลา 3 เดือน ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท และมีการกระจายการถือหุ้นของรายย่อยน้อยกว่า 20% ของทุนชำระแล้ว
3) เป็นหุ้นสามัญที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิงของใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์
4) เป็นหุ้นสามัญที่เป็นสินค้าอ้างอิงของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า Single Stock Futures (ซึ่งรายชื่อหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศก็ติดตามกันได้ที่ https://www.set.or.th/th/company/companylist.html)
ซึ่งจะว่าไป ตามข้อ 2 นี่ก็ทำให้รายชื่อของหุ้นสามัญที่เอามายืมเพื่อขายชอร์ตได้นี่ก็ยาวยืดแล้วครับ โดยตอนนี้มีหุ้นสูงถึงจำนวน 262 ตัว และอย่าลืมว่าหุ้นที่มูลค่าตามราคาตลาดเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท หลายๆ ตัว สภาพคล่องการซื้อขายไม่ได้มีมากนัก ดังนั้นการเปิดให้ขายชอร์ตก็เป็นได้ทั้งดาบสองคมคือ การขายชอร์ตอาจเป็นการเสริมให้มีการขายกราวรูดลงมาได้ หากมีนักลงทุนมีมุมมองว่าราคาหุ้นนั้นเกินมูลค่าไปและต้องการจะยืมหุ้นมาขายชอร์ต เพื่อซื้อกลับในภายหลังหากราคาหุ้นอยู่ในจุดที่ตนเองพอใจ หรือในทางกลับกัน หากกรณีหุ้นใดๆ มีแรงซื้อแปลกประหลาดไม่มีเหตุผลทำให้ราคาหุ้นชักเกิดมูลค่าเข้ามา การขายชอร์ตก็อาจเป็นตัวช่วยสร้างเสถียรภาพทางด้านราคา เพราะเป็นการเสริมแรงขายดึงให้ราคาหุ้นกลับมาสู่จุดที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะช่วยทำให้การปั่นหุ้นทำได้ยากขึ้นก็ได้
คราวนี้ก็ต้องมาดูต่อว่าการขายชอร์ตสามารถเป็นตัวนำในการทุบตลาดหรือไม่ ก็พบว่า ตลท.ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า “ราคาขายชอร์ตต้องไม่ต่ำกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย” และทุกคำสั่งขายชอร์ตจะต้องแปะ flag S เพื่อให้ ตลท.รับรู้ด้วยว่านี่เป็นการขายชอร์ต ดังนั้นจะเห็นว่าแนวทางมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกรรมขายชอร์ตถูกใช้เป็นกลไกในการทุบราคาให้ลงได้ เพราะอยู่ดีๆ จะไม่สามารถส่งคำสั่งขายชอร์ตเพื่อทุบหุ้นให้รูดไปหลายระดับราคาได้ อย่างเก่งก็แค่ผสมโรงเข้าไปขายได้ในราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย และการที่กำหนดให้คำสั่งนั้นต้องแปะ flag S ก็เพื่อตรวจสอบกันทีหลังได้ด้วย ดังนั้นจะเห็นว่ากลไกต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีไว้เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของระบบการซื้อขายถ้าใช้ในทางที่ถูกต้อง
ตลท.มีการเปิดเผยข้อมูลการขายชอร์ตผ่านทางเว็บไซต์ https://www.set.or.th/set/shortsales.do ซึ่งเราสามารถเข้าไปดูข้อมูลว่าแต่ละวันหรือในช่วงที่เราอยากดู หุ้นแต่ละตัวมีปริมาณและมูลค่าการขายชอร์ต
อยู่ที่เท่าไร จะได้เอามาประมวลกันได้ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตัวอย่างที่เข้าไปดูคือกรณีของหุ้นพลังงานทดแทนยอดฮิตที่มีความผันผวนที่ผันผวนลงไปแตะระดับฟลอร์หรือเข้าใกล้ในวันที่ 1 มิ.ย. และ 4 มิ.ย. และหุ้นหลักทรัพย์ที่มีข่าวราคาผันผวนแกว่งลงไปถึงจุดต่ำสุดในวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งก็พบว่าหุ้นพลังงานทดแทนมียอดชอร์ตในวันที่ 1 มิ.ย. เท่ากับ 40.6 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 0.81% ของมูลค่าการซื้อขายของหุ้นนั้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันนั้น และในวันที่ 4 มิ.ย. มียอดขายชอร์ตประมาณ 83.3 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 1.96% ของมูลค่าการซื้อขายของหุ้นนั้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันนั้น ส่วนหุ้นหลักทรัพย์ที่มีข่าว 5 มิ.ย. ไม่ได้อยู่ในรายชื่อหุ้นสามัญที่ขายชอร์ตได้ เพราะมีการกระจายการถือหุ้นของรายย่อยต่ำกว่า 20% จึงขายชอร์ตไม่ได้
ถ้าพิจารณาจากกรณีศึกษาทั้งคู่นี้ จะเห็นว่าการขายชอร์ตไม่ได้มีสัดส่วนเป็นนัยสำคัญต่อมูลค่าการซื้อขายโดยรวมของหุ้นนั้นๆ แต่อย่างใด แต่แน่นอนว่าราคาที่ลงไปได้แสดงว่าแรงขายย่อมต้องมากกว่าแรงซื้อ ส่วนที่ว่าแรงขายจะเป็นหุ้นจากใคร และมาด้วยวิธีทางไหน หรือมีข้อมูลอื่นใดที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับนักลงทุนทุกท่านคือทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง และถ้าจะให้ดีควรต้องพิจารณาหุ้นจากการติดตามปัจจัยพื้นฐานของกิจการเพราะเป็นเรื่องสำคัญครับ







