posttoday
ทิศทางตลาดหุ้นไทยครึ่งหลังปี 2561

ทิศทางตลาดหุ้นไทยครึ่งหลังปี 2561

09 มิถุนายน 2561

ดัชนีหุ้นไทย (SET) ลดลงราว 4% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยมีบริษัทเพียง 1 ใน 4 ของบริษัท

โดย ธีระพงษ์ วชิรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร/แนบรูปคอลัมนิสต์มาด้วย
ดัชนีหุ้นไทย (SET) ลดลงราว 4% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยมีบริษัทเพียง 1 ใน 4 ของบริษัทที่ บล.ภัทร วิเคราะห์ (21 บริษัท) ที่ยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวก ส่วนที่เหลืออีก 3 ใน 4 ล้วนแต่ปรับตัว
ลดลง ปัจจัยหลักเป็นผลมาจากการปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มากกว่าที่จะเป็นเพราะปัจจัยภายนอกที่ไม่เอื้ออำนวย ทั้งในส่วนของนโยบายกีดกันการค้าโลก ความผันผวนของราคาน้ำมัน ความไม่แน่นอนจากการเมืองที่เน้นนโยบายประชานิยมในหลายประเทศ ตลอดจนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและการปรับขึ้นดอกเบี้ยในสหรัฐ
ทิศทางของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับการปรับประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ โดยในช่วงที่ผ่านมาอัตราส่วนของจำนวนหุ้นที่ถูกปรับประมาณการขึ้นมีน้อยกว่าจำนวนหุ้นที่ถูกปรับลง ซึ่งส่งผลให้ราคาดัชนีในหลายอุตสาหกรรมลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากกว่า
แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาสแรกปี 2560 จะขยายตัวถึง 4.8% แต่ดูเหมือนว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไม่ได้เชื่อมโยงกับการเติบโตของผลประกอบการ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เติบโตเพียง 1% เทียบกับปีก่อน ซึ่งชะลอตัวลงเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2559 ที่ 10% เป็นผลมาจากโครงสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจที่ถูกผลักดันจากการส่งออก และการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง แต่มีผลจำกัดต่อผลประกอบการของ บจ. เพราะถูกกดดันจากความต้องการภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ ทั้งการบริโภคสินค้าไม่คงทนที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างการเติบโตในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเติบโตของความต้องการภายในประเทศอ่อนแอมาจากปัญหาระยะสั้น ซึ่งรวมถึงรายได้ภาคเกษตรที่ติดลบ การจ้างงานเติบโตในระดับต่ำ อัตราค่าจ้างเติบโตต่ำและภาครัฐได้ยกเลิกการให้เงินช่วยเหลือภาคเกษตร และปัญหาเชิงโครงสร้าง จากจำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง ภาระหนี้ที่สูงในกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยและในกลุ่มประชากรหนุ่มสาววัยทำงาน รวมถึงการเติบโตที่ต่ำของเศรษฐกิจในต่างจังหวัด
ด้านดีก็คือ ดุลบัญชีภายนอกของไทยยังแข็งแกร่งมาก จะช่วยลดผลกระทบที่รุนแรงจากปัจจัยลบภายนอกประเทศได้ แม้จะเป็นเศรษฐกิจแบบเปิด แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลมากและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงน่าจะทำให้สภาพคล่องในตลาดสูง ดังนั้น จึงเชื่อว่าความเสี่ยงที่แท้จริงของตลาดคือ แนวโน้มการลดประมาณการกำไร บจ. หากการลดประมาณการเร่งตัวขึ้น
แนวโน้มการลงทุนในครึ่งปีหลังของปี 2561 ตลาดอาจปรับตัวได้ 2 ทิศทาง ขึ้นอยู่กับปัญหาการค้าโลก การตึงตัวของสภาพคล่องของเงินดอลลาร์และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศช่วง 6-9 เดือนข้างหน้า การประเมินผลลัพธ์ของเหตุการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ทั้งความเป็นไปได้ที่หลากหลายและความรุนแรงที่แตกต่าง เพื่อสะท้อนความเสี่ยงเหล่านี้ รวมความเป็นไปได้ที่อัตราคิดลดอาจปรับขึ้น 
0.50% ซึ่งจะฉุดมูลค่าตลาด 8%
ดังนั้น จึงลดเป้าหมายดัชนี SET จาก 1,780-1,820 จุด เป็น 1,677-1,820 จุด จากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นจากทั้งปัจจัยสำคัญอย่างเรื่องการค้าโลก การขึ้นดอกเบี้ยและเป้าหมายดอกเบี้ยที่เป็นกลางของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อัตราการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนการเปลี่ยน แปลงการเมืองในประเทศ การเลือกตั้งที่กำหนดจะมีขึ้นในครึ่งแรกปี 2561
กลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่มีความเสี่ยงจากการถูกปรับประมาณการการเติบโตและมูลค่าที่จำกัด มีความผันผวนกำไรต่ำมีกระแสเงินสดที่ดี และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับที่น่าสนใจ โดยหุ้นที่แนะนำสำหรับครึ่งปีหลังของปี 2561 ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) (AP) บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท ดิเอราวัณกรุ๊ป (ERW) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) และบริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท