
ชูอีอีซีทำชาติโชติช่วงชัชวาล
นายกฯ ปลื้มโครงการอีอีซีกำลังเปลี่ยนโฉมประเทศ สร้างรายได้ 7 หมื่นล้าน/ปี มั่นใจ 3 ปีข้างหน้าโชติช่วงชัชวาลเหมือน 30 ปีที่แล้ว
นายกฯ ปลื้มโครงการอีอีซีกำลังเปลี่ยนโฉมประเทศ สร้างรายได้ 7 หมื่นล้าน/ปี มั่นใจ 3 ปีข้างหน้าโชติช่วงชัชวาลเหมือน 30 ปีที่แล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวผ่านรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ว่า โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี จะเริ่มทยอยเห็นผล โดยจะมีการจ้างงานหลายหมื่นอัตราในหลายสาขา จะใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 5 หมื่นล้านบาท/ปี ด้านการส่งออกจะสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 7 หมื่นล้านบาท/ปี
นายกฯ กล่าวว่า ทุกคนที่เป็นคนไทยจะได้รับอานิสงส์ ได้รับโอกาสร่วมกัน และเพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่ ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวพัฒนาตัวเองไปด้วย แล้วหาช่องทางในการมีส่วนร่วม
ทั้งนี้ แรงงานและวัตถุดิบก็ไม่ได้มาจากไหน จะมาจากท้องถิ่นและทั่วประเทศ ผู้ผลิตรายย่อย เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ ก็ต้องเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่ในพื้นที่อีอีซี กิจกรรมต่างๆ นั้นคงไม่ได้เกิดเพียงในอีอีซี แต่จะเชื่อมโยงไปทั่วประเทศ เชื่อมไปยังซีแอลเอ็มวี อาเซียน และประชาคมโลก
นายกฯ กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปยุคโชติช่วงชัชวาลของประเทศเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา วันนี้เหมือนเรากำลังกินบุญเก่าที่ใกล้จะหมดลง แต่ก็โชคดีเพราะประเทศจะมีอีอีซีเข้ามาทดแทน
“ผมต้องการทำเพื่อลูกหลาน เพื่อคนรุ่นใหม่ ที่กำลังจะเติบโตขึ้นมา วันนี้แม้อาจจะยังไม่เห็นผลก็ไม่เป็นไร แต่อีก 3 ปีข้างหน้า เมื่อโครงการต่างๆ ทยอยเสร็จสมบูรณ์ ท่านก็จะได้รู้ว่าสิ่งที่ผมพูดตอนนี้เป็นความจริง เป็นการสนองตอบสัญญาใจที่เรามีไว้ต่อกัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
สำหรับปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือการปฏิรูปเรื่องใหญ่ๆ ต้องอาศัยเวลาในการผลิดอกออกผล ไม่ต่างจากการปลูกข้าว ยาง อ้อย ซึ่งระหว่างรอชาวสวนชาวนาก็หาอาชีพเสริมทำเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว วันนี้เราลงทุนเพื่ออนาคตจำนวนมาก นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนแล้ว ก็ยังเป็นการสร้างโอกาส สร้างสิ่งดีๆ เช่น การเร่งสร้างรถไฟฟ้าเกือบ 10 สายในปัจจุบัน ที่ผ่านมาเดินหน้าไม่ได้ อาจทำให้รถติด ก็คงต้องอดทน เพื่อความสะดวกสบายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย กล่าวว่า ภายหลังจาก พ.ร.บ.อีอีซีมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ที่ยังไม่เห็นมีเม็ดเงินลงทุนตรงเข้ามาเพราะยังติดปัญหาในเรื่องของผังเมืองที่จะเปลี่ยนจากพื้นที่เกษตรเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นเม็ดเงินไหเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป
“หากดูจากยอดเงินที่ขอสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ จะเห็นว่ายังมีไม่มากนัก แต่จะเริ่มชัดเจนมากขึ้นหากมีการแก้ในเรื่องของผังเมืองแล้วเสร็จ และการออกไปนำเสนอข้อมูลของรัฐบาลก็เชื่อว่าจะสร้างความชัดเจนให้กับนักลงทุน” นายประกิต กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่จะรับอานิสงส์และแนะนำให้ลงทุนคือ อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) และดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA)







