posttoday
ดอกไม้ในเตาหลอม

ดอกไม้ในเตาหลอม

03 มิถุนายน 2561

แม่เป็นคนมือเย็นชอบปลูกต้นไม้ และที่ชอบเป็นพิเศษ คือ ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม

โดย มะลิ ณ อุษา เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org

แม่เป็นคนมือเย็นชอบปลูกต้นไม้ และที่ชอบเป็นพิเศษ คือ ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม พ่อเองก็ชอบปลูกต้นไม้เหมือนกัน ต้นไม้ที่พ่อปลูกมาตามกระแสพ่อยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อตะโกดัดราคาแพงมาประดับหน้าบ้าน เงิน 2,500 บาท เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับครอบครัวฐานะปานกลาง แต่เพราะพ่อเป็นคนหาเงิน เราจึงทำได้แค่เพียงใช้กรรไกรตัดกิ่งเล็มใบอ่อนที่แพลมออกมานอกพุ่มตามคำสั่งของพ่อเท่านั้น

เมื่อย้อนกลับไปสัก 2-3 ทศวรรษ สถานการณ์ที่พ่อเป็นใหญ่ในบ้านทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว แม่เป็นแม่บ้านที่ทำหน้าที่ดูแลลูกๆ และทำงานบ้านทุกอย่าง คงเป็นภาพที่เกิดขึ้นในครอบครัวส่วนใหญ่

พ่อเป็นคนรักครอบครัว พอๆ กับรักการสมาคมกับเพื่อนๆ ในขณะที่แม่รักครอบครัวมากกว่าสิ่งใด แต่ที่สุดของทั้งพ่อกับแม่ คือความรักลูกๆ เป็นความรักที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดีและวิธีการ!

ทุกคำถามในวัยเด็กของพี่ชายและผู้เขียนมักมีคำตอบและวิธีการรออยู่เสมอ สามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำว่า ไม่เคยได้ยินคำถามกลับทำนองว่า “ลูกคิดว่าอย่างไร” หรือ “ลูกคิดว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้” เพราะพ่อกับแม่มีคำตอบ (ในใจ) ที่ชัดเจนและหนักแน่นมากๆ อยู่แล้ว เราจึงไม่ค่อยได้ฝึกคิดเพื่อหาคำตอบด้วยตัวเอง หรือแม้มีคำตอบเราก็ไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น หากคำตอบนั้นแตกต่างออกไป

เราสองพี่น้องจึงเป็นผู้ฟังที่ดี ท่ามกลางผู้บัญชาการหมายเลขหนึ่ง และผู้วิพากษ์วิจารณ์หมายเลขสอง

ในวันที่ครอบครัวเล็กๆ ของเราเริ่มขยายออก มีสมาชิกตัวเล็กตัวน้อยเพิ่มเข้ามา เป็นวันที่วัยและบทบาทของพ่อกับแม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ความรักและวิธีการยังคงไม่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังสามารถขยายไปยังหลานๆ ได้อย่างไม่ตกหล่น ต่างจากเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนตรงที่ว่าเรามีผู้บัญชาการและวิพากษ์วิจารณ์เพิ่มขึ้นมาอีก 1 คน นั่นก็คือพี่ชายของผู้เขียนเอง!

กระนั้นเด็กๆ ก็ยังไม่ได้ยินคำถามชวนคิดเช่นเดิม

ตั้งแต่ออกมาเรียนและใช้ชีวิตนอกบ้าน ผู้เขียนกลับบ้านปีละ 1-2 ครั้ง ครั้งละไม่กี่วัน แม้จะคิดถึงแค่ไหน ก็ไม่เคยอยู่บ้านเกินสัปดาห์ เพราะทุกครั้งที่กลับบ้าน มักจะมีความรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ทั่วท้อง ในหนึ่งวันจะได้ยินแต่คำสั่ง หรือไม่ก็คำบ่น “นั่นไม่ดี” “นี่ไม่ได้” “ทำนั่นสิ” “ทำนี่หรือยัง” ฯลฯ

ถึงบรรทัดนี้ ผู้อ่านอาจสงสัยว่าแล้วผู้เขียนมาเล่าเรื่องครอบครัวของตัวเองให้ฟังทำไม

แล้วผู้อ่านคิดว่าอย่างไรล่ะ?

ช่วงไม่กี่ปีให้หลัง ผู้เขียนกลับบ้านบ่อยครั้งขึ้น เปิดใจที่จะเผชิญหน้ากับสภาวะที่เคยผลักไสให้มากขึ้น อันเนื่องมาจากผู้เขียนอยากเข้าใจสภาวะที่ติดค้างอยู่ในใจ เพราะรู้ว่าพ่อกับแม่รักผู้เขียนมาก แต่ไม่เข้าใจว่า เพราะเหตุใดจึงไม่สามารถตอบรับความรักของท่านได้อย่างเต็มหัวใจ

วันนี้แม้พ่อกับแม่จะยังมีความรักและใช้วิธีการเช่นเดิม แต่ด้วยกำลังกายและความจำที่ถดถอย บรรยากาศในบ้านจึงเปลี่ยนไป (บ้าง) เมื่อมือที่เคยให้กลับพลิกหงายเป็นมือที่รับ ท่านคงรู้สึกถึงคุณค่าและอำนาจที่ลดลง

ผู้เขียนเชื่อว่าใต้หลังคาบ้านทุกบ้านมีความทรงจำ ทุกๆ คำพูดและการกระทำ เป็นเหมือนเบ้าหลอมให้เราเติบโตขึ้นมา ไม่ว่าเราจะยินดีรับหรือไม่ก็ตาม แต่วันนี้ บ้านได้แปรเปลี่ยนเป็นที่พักพิงของผู้สูงวัยกับหลานตัวเล็กๆ ในขณะที่คนรุ่นลูกออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน มีทั้งอิสรภาพ ความรู้ และอำนาจทางการเงิน

เราสามารถทำในสิ่งที่เราอยากทำโดยไม่มีเสียงทัดทาน หรือถ้าจะมีก็เบามาก เราสามารถไปในที่ที่เราอยากไป เราเฉลิมฉลองกับผู้คนที่เราเลือกเอง เราเป็นตัวของตัวเองในบ้านที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเราเอง ช่างเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าชีวิตได้รับการเติมเต็มเสียจริงๆ

ทว่าลึกๆ แล้วเรารู้ว่ามันยังพร่องเติมเท่าไรก็ไม่เต็มเสียที ไม่ว่าเราจะหลอกตัวเองแนบเนียนแค่ไหนก็ตาม...เรารู้

เรามี...คำบอกรักที่ยังไม่ได้พูด เรามี...คำขอโทษที่ติดอยู่ที่ริมฝีปาก เรามี...คำสารภาพที่ไม่กล้าแม้แต่จะนึกถึง เรามี...ความเจ็บปวดที่ไม่พร้อมจะให้อภัย ฯลฯ

ช่วงเวลา 4 วันที่กลับบ้าน ผู้เขียนเตรียมงานมาทำมากมาย เพื่อจะได้ไม่ต้องรับรู้สถานการณ์วุ่นวายภายในบ้าน แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ ผู้เขียนกลับวางงานทุกอย่างลง นั่งตรงหน้าแม่ สบตา และฟังเวลาที่แม่พูดถึงความไม่พออกพอใจต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว ฟังให้ถึงความรู้สึกลึกๆ เวลาที่พ่อออกคำสั่งให้ทำนั่นนี่ ในขณะเดียวกันก็มองหลานสาววัยรุ่นที่กำลังสะท้อนภาพผู้เขียนในอดีต

น่าประหลาดใจที่ผู้เขียนไม่ได้เห็นพ่อกับแม่ชัดขึ้น แต่เห็นตัวตนของตัวเองชัดขึ้น! บิงโก!

เห็นความทุกข์ที่เกิดจากความขัดแย้งภายในที่สะสมมาเนิ่นนานโดยไม่รู้ตัว ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงได้รู้สึกโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นความโกรธที่ไม่สามารถบอกความรู้สึกและความต้องการของตัวเองได้ เราอยากทำสิ่งนั้นเราไม่อยากทำสิ่งนี้ตามที่พ่อกับแม่บอก แต่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไรและไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรและอีกอย่างคือ ความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถตอบสนองความปรารถนาของท่านได้ ชีวิตในวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นจึงเลื่อนไหลไปด้วยความอึดอัดคับข้องใจเช่นนี้ แม้จะเพียรถามตัวเองเท่าไรก็ไม่เคยได้คำตอบเสียที

ท่ามกลางแสงกระจ่างของจันทร์เพ็ญคืนวิสาขบูชา สวนดอกไม้ของแม่แซมอยู่ในสวนไม้ประดับของพ่ออย่างกลมกลืน มีพี่ชายเป็นคนตัดแต่งทำความสะอาด พร้อมทั้งหาก้อนหินและอ่างปลามาประดับประดา ช่างแตกต่างจากบ้านสวนของผู้เขียนเสียเหลือเกิน ที่นั่นทั้งไม้ดอก ไม้ผล ไม้ยืนต้น และไม้ประดับ อยู่รวมกันตามธรรมชาติ ผู้เขียนมีหน้าที่แค่บำรุงดินและรดน้ำ ปล่อยให้กิ่งไม้และใบแห้งสุมเป็นปุ๋ยอยู่โคนต้น เวลาที่พ่อกับแม่มาที่บ้านสวน ท่านก็จะบอกให้ทำนั่นทำนี่ รานกิ่งไม้บ้างสิ ถอนต้นนั้นออกสิ มันเกะกะขึ้นผิดที่ ฯลฯ

ผู้เขียนเพียงยิ้มแล้วเดินไปหยิบกรรไกรมาตัดกิ่งไม้แห้งตามที่ท่านบอก (บ้าง) อาจเป็นการเข้าข้างตัวเอง ที่จะบอกว่าผู้เขียนมองเห็นรอยยิ้มแห่งคุณค่าปรากฏขึ้นมาลางๆ ในแววตาฝ้าฟางคู่นั้น

เมื่อยังหนุ่มสาว ความรักและความหวังผลักดันให้พ่อแม่เร่งเร้าที่จะสร้างอนาคตให้ลูกๆ ในขณะที่เราอยากเรียนรู้ปัจจุบัน เราจึงรู้สึกกดดันและร้อนรน

เมื่อเข้าสู่วัยชรา ความรักและความเหงา เรียกร้องให้พ่อแม่กลับไปอยู่ในอดีตที่เคยรายล้อมด้วยลูกๆ ในขณะที่เราใฝ่ฝันถึงอนาคต เราจึงกดดันและพะวักพะวน

ท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนรุ่ม ความรักและการรับฟัง จะเป็นหยดน้ำที่หล่อเลี้ยงต้นไม้เล็กๆ ให้เติบโตโดยไม่ถูกแผดเผาและเปลวเพลิงนั้นไม่มอดดับไปเสียก่อน โดยเฉพาะในวันที่แทบทุกบ้านจะมีผู้สูงอายุและความทรงจำอยู่ใต้ชายคา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท