
ยุทธศาสตร์ ‘ธกส.’ ของ อภิรมย์ สุขประเสริฐ
ปีกว่าในตำแหน่ง ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
โดย ชลลดา อิงศรีสว่าง
ปีกว่าในตำแหน่ง ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ของ “อภิรมย์ สุขประเสริฐ” ลูกหม้อ ธ.ก.ส.ผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการเงินของคนในกลุ่มฐานราก อาจจะไม่โดดเด่นหวือหวา แต่ก็เดินหน้าเรียบๆ ไปกับการช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยและกลุ่มเกษตรกรให้อยู่ดีกินดี
ในปี 2561 นี้ อภิรมย์ ประกาศยุทธศาสตร์ ธ.ก.ส.ว่าจะเป็นปีแห่งการฟื้นฟูสหกรณ์ เกษตรกร และลูกค้า พัฒนาระบบงาน สานต่อเอสเอ็มอี บริการดีจากใจ
“ผมเห็นว่าการปฏิรูปภาคเกษตร ควรจะใช้กลไกสหกรณ์เป็นหัวขบวน เพราะอยู่ใกล้ชิดเกษตรกร จะมีข้อมูลและเข้าถึงได้ง่าย สอดรับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการใช้กลไกสหกรณ์รวบรวมข้าว ซึ่งปัจจุบัน ธ.ก.ส.มีสหกรณ์ที่มีความสามารถในการรับซื้อผลผลิตและฟื้นฟูลูกหนี้ได้ 1,368 แห่ง จากสหกรณ์การเกษตรทั้งหมด 4,000 แห่ง ซึ่ง ธ.ก.ส.จะใช้วิธีการปล่อยกู้สหกรณ์ทำโรงสีข้าว เครื่องอบความชื้น ช่วยสมาชิกสหกรณ์อีกต่อหนึ่ง อีกทั้งรัฐบาลได้จัดสรรงบกลางปี 1,500 ล้านบาท ผ่านกลไก ธ.ก.ส.เพื่อช่วยยกระดับสหกรณ์ด้วยอีกทางหนึ่ง” อภิรมย์ กล่าว
ดังนั้น เขาจึงเดินสายเพื่อพบผู้จัดการสาขาทั่วประเทศ มอบนโยบายและอธิบายยุทธศาสตร์ในเรื่องการฟื้นฟูสหกรณ์และเกษตรกรลูกค้า ให้มองเห็นและเข้าใจตรงกัน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และสัมฤทธิผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
สำหรับนโยบายการฟื้นฟูเกษตรกร ลูกค้าที่มีรายได้น้อยที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการรองรับการพัฒนาอาชีพ สร้างคุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้น ล่าสุดจากข้อมูลการลงทะเบียนเพื่ออบรมอาชีพของผู้มีรายได้น้อย 3.7 ล้านราย จาก 4.4 ล้านราย ได้สำรวจข้อมูลผู้ที่รายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี และผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มีแผนช่วยเป็นรายบุคคล พบว่าเป็นหนี้นอกระบบกว่า 5.12 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้ 3.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเตรียมโอนเข้ามาเป็นลูกหนี้ธนาคารเพื่อลดภาระดอกเบี้ยเหลือ 1% ต่อเดือน ส่วนหนี้ในระบบจะเปิดให้ปรับโครงสร้างหนี้ได้ถึง 7 ปี และดูเรื่องเพิ่มรายได้
“การประชุมผู้จัดการสาขาช่วยเลือกเอสเอ็มอีหัวขบวน ซึ่งปัจจุบันมีแล้ว 2,401 ราย ที่พร้อมซื้อผลผลิต โดยธนาคารมีสินเชื่อ X Y Z ดอกเบี้ย 0.01% ช่วยปล่อยกู้สหกรณ์ และใช้เป็นทุนหมุนเวียนปรับเปลี่ยนการผลิตได้ ข้อดีของสหกรณ์คือการปล่อยสินเชื่อยืดหยุ่นมากกว่าทั้งเรื่องหลักประกันและการผ่อน ช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อดีกว่า” อภิรมย์ กล่าว
อภิรมย์ กล่าวว่า ธ.ก.ส.ยังมีสินเชื่อด้านการเกษตรอีกหลายประเภทรองรับความต้องการของเกษตรกร จึงต้องชี้แจงให้รับรู้ว่าหากปรับเปลี่ยนการผลิตต้องรู้ว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าการปลูกพืชเดิม จึงต้องการส่งเสริมให้รวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในรูปแบบ X Y Z ใครมีที่ดินนำมาใช้ปลูกพืช ส่วนสมาชิกอื่นใช้ต้นทุนแรงงาน และผลผลิตนำมาขายเป็นรายได้ เมื่อต้องการสินเชื่อคิดดอกเบี้ย 0.01% กลุ่มดังกล่าวมีประมาณ 1.6 แสนราย นอกจากนี้ ยังต้องนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาส่งเสริมกลุ่มที่ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจากอาชีพเดิม 1 ล้านราย เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้การผลิตและการตลาด
นอกจากการช่วยเหลือลูกค้าแล้ว ประเด็นที่ ธ.ก.ส.ให้ความสำคัญมากๆ ในปีนี้คือ เรื่องเงินฝากของเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันยอดเงินฝากคงค้าง 1.52 ล้านล้านบาท จะมีเงินฝากที่เป็นของเกษตรกรประมาณ 3.5 แสนล้านบาท โดยในปีบัญชี 2561 ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มเงินฝากเกษตรกรไว้ที่ 4% เช่นกัน เท่ากับว่าจะต้องเร่งสนับสนุนให้เกษตรกรมีเงินออมเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท







