posttoday
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (66)

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (66)

03 มิถุนายน 2561

แม้ว่ากรณีพิพาทระหว่างวังหลวงกับวังหน้าจะยุติลงแล้ว แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงว้าเหว่พระราชหฤทัย

โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

แม้ว่ากรณีพิพาทระหว่างวังหลวงกับวังหน้าจะยุติลงแล้ว แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงว้าเหว่พระราชหฤทัย ทรงพระวิตกต่ออนาคตข้างหน้า ดังบันทึกตอนหนึ่งของจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) ความว่า

“...ในสมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ยังหามีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ที่จะสืบสันตติวงศ์โดยตรงต่อไปไม่ ครั้นอยู่มาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชเทวี (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา) ได้ประสูติพระโอรสทรงเจริญพระชันษาได้ประมาณ 2-3 พรรษา ในระหว่างนั้นยังมีข้ออุปสรรคขัดขวางอีกหลายประการ อนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในขณะนั้นยังมีความว้าเหว่พระราชหฤทัยด้วยราชการในอนาคต...”

คำบันทึกของจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีนี้ มีเหตุที่มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ตลอดระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์นั้น พระองค์ไม่เคยทรงมั่นพระทัยในฐานะของพระองค์เองเลย ด้วยทรงขึ้นครองราชย์เมื่อทรงมีพระชนมายุน้อย พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ก็ถูกจำกัดลงอย่างมากในเวลานั้น ศูนย์อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มากกว่า ถึงแม้ว่าต่อมาจะทรงขึ้นปกครองประเทศด้วยพระองค์เองแล้วในปี 2416 พระราชอำนาจที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงหลักการเท่านั้น อำนาจการบริหารดั้งเดิมยังคงตกอยู่ในมือของบรรดาเสนาบดีผู้ใหญ่ที่เคยรับผิดชอบบริหารราชการมาก่อนทั้งสิ้น การตั้งเคาน์ซิลออฟสเตต หรือว่าการปฏิรูปกฎหมายการคลังต่างๆ ในปี 2417 นั้น พอจะช่วยเพิ่มพูนพระราชอำนาจขึ้นมาบ้างไม่มากนัก แม้ว่าต่อมาจะทรงประสบความสำเร็จในการจำกัดอำนาจของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญลงไปได้ อันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์วังหน้า แต่ก็เป็นเพราะว่าเกิดมาจากความยินยอมพร้อมใจของเจ้านายเสนาบดีทั้งหลายในขณะนั้นมากกว่า เพราะไม่เห็นชอบกับการกระทำของกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งทรงดึงเอาอำนาจต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการเมืองภายใน ในขณะที่พระราชอำนาจสิทธิขาดของพระเจ้าอยู่หัวเองนั้น ยังคงถูกท้าทายอยู่ตลอดเวลาและดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรแน่นอน ข่าววังหน้าสะสมกำลังพลและคิดการใหญ่ก็มีมาอยู่เป็นระลอก

ในปี 2423 ปรากฏว่าได้มีคนไปเกลี้ยกล่อมผู้คนจากต่างจังหวัดให้มาสมัครเป็นเลกขึ้นวังหน้ากันมาก และกว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้สงบเรียบร้อยลงได้ เรื่องก็ยืดยาวมาจนปี 2424 เหตุที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกในกาลข้างหน้า และยังมีความว้าเหว่พระราชหฤทัยด้วยราชการในอนาคต แม้สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี จะประสูติพระราชโอรสที่ทรงหวังว่าจะเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ที่จะสืบสันตติวงศ์ต่อไปนั้น เนื่องมาจากความไม่ไว้วางพระราชหฤทัยในพฤติกรรมของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญมาตั้งแต่ต้นรัชกาล ดังจะเห็นได้จากพระราชหัตถเลขาเรื่องข่าวลือถึงสมเด็จฯ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ เมื่อ จ.ศ. 1237 (ปี 2418) ความตอนหนึ่งว่า

“เขาพูดกันในพวกฝรั่งทั่วทั้งกรุงว่า วังหน้าได้ลูกสาวกงศุลอังกฤษคนที่สองเป็นเมีย เดิมกงศุลนี้ซัดเซมาแต่เมืองอินเดีย พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เอามาเลี้ยงไว้เป็นนายทหาร ประทานเมียให้คนหนึ่งเป็นลูกทวาย จึงมีลูกผู้หญิงซึ่งเป็นสาวแล้วสองคน คนใหญ่นั้นไปเรียนหนังสือเมืองฝรั่ง แต่คนเล็กนั้นอยู่ที่กรุงนี้ เป็นฝรั่งครึ่งหนึ่งไทยครึ่งหนึ่ง รูปพรรณสัณฐานเป็นไทยมาก ก็มารดาเขาเป็นคนวังหน้ามาแต่เดิม จึงสนิทสนมกับวังหน้าเดี๋ยวนี้ (กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ) มากมาแต่ยังไม่เกิดความ ครั้นเมื่อวังหน้าลงไปอยู่บ้านเขา (ระหว่างวิกฤตการณ์วังหน้า) ก็เรียกเมียกงศุลนี้เป็นแม่ นับถือกันมากขึ้น ลูกสาวคนนี้คนต่างประเทศไม่มีใครนับถือเลย ไม่มีใครจะเอาเป็นภรรยาเลยเป็นแน่ จึงผูกพันกับวังหน้าไปมานอนค้างอยู่ในวัง จนคนว่ากงศุลถวายวังหน้าก็มีมาแต่ก่อน แต่พูดกันแต่ไทยๆ ฝรั่งไม่พูด มาครั้งนี้เขาว่าไปกาญจนบุรีออกนอกหน้ามาก ไปตามเสด็จวังหน้าที่ไหนก็นั่งเคียงกัน และในบางกอกก็มีเถ้าแก่รับส่งเป็นเวลาขึ้นไปนอนไปวัง แต่คำที่ฝรั่งพูดกันนั้นเป็นการเยาะเย้ยกันมาก ด้วยเขาไม่นับถือในตัวผู้หญิงแล้วก็ผิดธรรมเนียมในศาสนาเขามาก จะเล่าความติเตียนที่เขาถวายมาก็จะยืดยาวนัก แต่เขาว่าบิดานั้นก็ทราบที่จะเต็มใจให้ด้วย เขาได้มาพบกับสมเด็จเจ้าพระยาฯ มีผู้ที่ควรจะเชื่อได้ทราบความมาว่า เขากะสมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นแน่ว่าหม่อมฉันคงจะตายในเร็วๆ นี้เป็นแน่ด้วยผอมนัก วังหน้าคงจะได้เป็นเจ้าแผ่นดิน ถ้าวังหน้าเป็นเจ้าแผ่นดินแล้วเหมือนกับลูกเขา เขาสงสาร จะต้องอุปถัมภ์ช่วยว่าการงานทุกอย่าง ลูกเขานั้นคนใหญ่ที่ไปเรียนหนังสือเมืองนอกคนเดียวเขาจะให้เป็นฝรั่ง แต่ลูกนอกนั้นตามแต่ภรรยาเขา จะให้มีผัวไทยก็ตามสมเด็จเจ้าพระยาฯ พลอยเห็นจริงด้วย ได้บอกมอบฝากบ้านเมือง ถ้าท่านสิ้นแล้ว
วังหน้าจะเป็นเจ้าแผ่นดิน ให้เขาช่วยทำนุบำรุงบ้านเมืองและฝากบุตรหลานของท่านด้วยเถิด การเป็นดังนี้สมกับคำที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ พูดอยู่เสมอว่า หม่อมฉันคงตายในปีนี้ๆ หลายปีมาแล้วว่าวังหน้าคงจะได้มาเป็นเจ้า คำนี้ท่านพูดอยู่ดังๆ กับบุตรหลานนั้นก็ให้ไปมาฝากตัวอยู่ที่กงศุลอังกฤษจริงเป็นการสมกับคำที่พูด แต่คำที่ฝ่ายภรรยามิสเตอร์น๊อกซ์ กงศุลพูดนั้นว่า ถ้าวังหน้าเป็นเจ้าแล้ว ลูกสาวจะเป็นสมเด็จพระนางผัวจะเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ถ้ามีหลานจะให้เป็นเจ้าแผ่นดินต่อไปด้วย...”

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (66)

ความในพระราชหัตถเลขานี้แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ที่พยายามจะเข้าไปแอบอิงพึ่งพิงประเทศมหาอำนาจยังคงมีปรากฏให้เห็นอยู่โดยตลอด แม้ว่าวิกฤตการณ์ความขัดแย้งรุนแรงได้ยุติลงแล้ว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงยอมรับฐานะของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ว่าทรงเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชสมัยของพระองค์อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็ตาม เป็นเหตุให้บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางราชการที่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องรวมตัวกันเพื่อแสดงพลังสามัคคี ไปประชุมกันที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา มีใจความดังนี้

“พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ จะขอร่วมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวตั้งใจทำราชการสนองพระเดชพระคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้สำเร็จตามบรมราชประสงค์ทุกสิ่งทุกประการ และจะตั้งใจช่วยกันทำนุบำรุงพระราชโอรสของพระเจ้าอยู่หัวได้สืบสันตติวงศ์ต่อไป มาตรว่าจะมีผู้อื่นซึ่งมิใช่เป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นมาปกครองแผ่นดินและบ้านเมืองแล้วพวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะมิยอมทำราชการด้วยเป็นอันขาด พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะดำรงอยู่ในสัตย์สุจริต ไม่คิดหาผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นต้นว่าเบี้ยหวัดหรือเงินเดือนนอกจากที่จะได้รับพระราชทานเป็นอันขาด ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะตั้งใจตั้งหน้าทำราชการฉลองพระเดชพระคุณตามที่ได้ทำสัตย์ปฏิญญาและถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาไว้แล้วนี้ จะมิประพฤติตนให้ผิดแก่ความสัตย์สัญญาต่างๆ ซึ่งได้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาไว้ พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้เขียนลายมือตนเองไว้เป็นสำคัญ แต่วันอังคาร แรม 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเส็ง ตรีศก จุลศักราช 1234 (พ.ศ. 2424)”

การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาข้างต้นนี้ได้จัดเป็นพิธีพิเศษ มีทั้งพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์และพราหมณ์แช่งน้ำ

การกระทำสัตย์สาบานต่อกันนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับรู้และโปรดให้มีการถวายสัตย์ปฏิญาณสองครั้ง ครั้งแรกมีผู้เข้าร่วมพิธี คือ

1.เทวัญอุไทยวงษ กรมหมื่นเทวะวงษ์วโรประการ

2.ทวีวงศ์ถวัลยลาภ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์

3.เจิม สุรศักดิ์ เจ้าหมื่นไวยวรนารถ

4.พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ

5.หม่อมเจ้าปฤษฎางค์

6.เล็ก ประเสริฐศักดิ์ เจ้าหมื่นศรีสรรักษ์

7.บุศร นายเสน่ห์หุ้มแพร

เนื้อหาสาระในการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือคำสาปต่อกันในครั้งแรกนั้นมีอยู่ 10 ข้อ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการแสดงน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่จะจงรักภักดีและรับราชการสนองพระเดชพระคุณร่วมกันป้องกันรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่และสมเด็จพระราชชนนี และให้ถือคำสัตย์ปฏิญาณนี้เป็นความลับ สำหรับการกระทำสัตย์ปฏิญาณครั้งที่สองนั้น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเทวะวงษ์วโรประการ เป็นผู้จัดพระนามและนามบุคคลลงบัญชีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงเลือก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการส่วนหนึ่ง ที่ไว้วางพระราชหฤทัยและทรงคัดเลือกแล้วดังนี้

1.พระองค์เจ้าจิตรเจริญ

2.พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช

3.พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล กรมหมื่นพิชิตปรีชากร

4.พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ

5.พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต

6.พระยาฤทธิรงค์รณเฉท

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (66)

ในการถวายสัตย์ปฏิญาณทั้งสองครั้งนี้ เมื่อได้ทำหนังสือปฏิญาณตนเสร็จแล้วทุกคนก็จะลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานในหนังสือปฏิญาณ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากคำสัตย์สาบานอันเป็นการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาแล้ว ผู้ที่เข้าร่วมสาบานทั้งปวงยังได้ตรากฎหมายเฉพาะกลุ่มให้ถือปฏิบัติอีก 13 ข้อ ข้อห้ามสำคัญในกฎหมายนั้นคือต้องถือว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณนี้เป็นความลับ แม้แต่บุตรภรรยาก็จะต้องมิให้แพร่งพรายล่วงรู้ และถ้าหากผู้ใดดื่มสุราเมามายจนขาดสติ ก็อาจจะถูกถอดหรือถูกไล่ออกจากคณะผู้ร่วมสาบานถวายสัตย์ปฏิญาณคณะนี้ได้

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงรับหนังสือคำสาบานถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วก็มีพระราชหัตถเลขาตอบขอบใจดังนี้

“...เรามีความยินดีที่ได้รู้น้ำใจแห่งท่านทั้งหลาย ซึ่งประสงค์จะเป็นคนซื่อตรงต่อเรา ไม่หาผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งย่อมเป็นที่วางใจประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่ง เราขอขอบใจพวกท่านทั้งหลายมีความจงรักภักดีต่อเราตลอดถึงลูกด้วย เราขอขอบใจและอำนวยพรแก่พวกท่านทั้งปวงบรรดาที่ได้แสดงน้ำใจให้เราเห็นว่าเป็นที่ได้ดำรงคงสัตย์ ทั้งนี้ขอจงมีความเจริญ อายุ วรรณะ สุข พละ ลาภ ยศ บริวาร ให้ประกอบด้วยสติปัญญา อุตสาหะ อาจหาญทำการทั้งปวงได้สำเร็จดังประสงค์ดำรงเกียรติยศให้ปรากฏสืบไปราชการจนตลอดบุตรหลานในอนาคตแห่งราชตระกูลอันนี้เทอญ...” จดหมายมา ณ วันอังคาร แรม 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเส็ง ตรีศก จ.ศ. 1234 (ปี 2424) ลงพระนามาภิไธย จุฬาลงกรณ์

การที่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางข้าราชการบางส่วนได้ร่วมใจกันเข้าไปกระทำสัตย์สาบานถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ยืนยันที่จะจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวและองค์รัชทายาท ตลอดจนพระราชชนนีของรัชทายาทนั้น นอกจากจะเป็นการแสดงพลังสามัคคีประกาศตัวปกป้องพระเจ้าอยู่หัวและราชบัลลังก์ ตลอดจนพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ที่จะทรงเป็นรัชทายาทอย่างเต็มที่แล้ว ยังมีต้นเหตุและที่มาดังความในบันทึกของจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) ดังนี้ ... “เหตุที่กระทำสัตย์ขึ้นครั้งนี้เพราะกรมพระราชวังบวรฯ มิสเตอร์
น๊อกส์ กงศุลอังกฤษ คิดจะเอาพระโอรสองค์ใหญ่มีพระนามว่าพระองค์เจ้าวิลัยส่งไปประเทศอังกฤษ เพื่อมิสเตอร์น๊อกส์จะเปิดเผยที่เมืองอังกฤษว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่มีพระบรมราชโอรส มีแต่พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ คือ กรมขุนสุพรรณฯ ส่วนกรมพระราชวังบวรฯ มีพระโอรส พระโอรสนี้จะเป็นรัชทายาทต่อไป เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบดังนี้แล้ว จึงทรงพระวิตก คิดให้สมเด็จวังบูรภากำชับให้กรมขุนสุพรรณฯ ออกไปเรียนวิชา ณ ประเทศอังกฤษ ความที่ทรงหวังในเวลานั้นจะโปรดเกล้าฯ ให้กรมขุนสุพรรณฯ เป็นควีนวิกตอเรีย สมเด็จวังบูรภาเป็นปรินซ์อารเบิด เวลานั้นได้จัดผู้ที่จะตามเสด็จไปประเทศยุโรปไว้พร้อมถึงกับได้กำหนดวันที่จะเสด็จออกจากกรุงเทพฯ เวลานี้ข้าราชการทั่วไปพากันตื่นเต้นเข้าไปเฝ้าอยู่ทั่วทุกชั้น เวลานั้นจะมีอุปสรรคอันใดเกิดขึ้นจึงได้ระงับเหตุดังกล่าวนี้ในไม่กี่เดือนก็ได้รับทราบเกล้าฯ ว่าสมเด็จพระพรรวะษามาตุฉาเจ้าทรงพระครรภ์ ในไม่ช้าก็ประสูติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระราชดำริดังที่กล่าวนี้จึงเป็นอันระงับไป ในสมัยนั้นสมเด็จเจ้าพระยาฯ และเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ เจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯ ยังอยู่ในตำแหน่งเสนาบดี เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสมภพขึ้นดังนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระวิตกในกาลข้างหน้า จึงโปรดเกล้าฯ เลือกพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย ให้เข้าร่วมกระทำสัตย์ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ตำนานมีมาดังนี้”

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (66)

หลังจากการกระทำการถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเทวะวงษ์วโรประการ ก็เตรียมร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยพระราชประเพณีสยาม มีสาระสำคัญเกี่ยวกับสถาบันพระกษัตริย์ ตลอดจนพระราชอำนาจและการสืบสันตติวงศ์ อันมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อการเตรียมพร้อมในอนาคตข้างหน้า หากจะมีการสถาปนาพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ให้เป็นรัชทายาท และเป็นการปูทางสำหรับการตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ในอนาคตด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ มีพระชนมายุได้ 7 พรรษา ในปี 2428 กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญก็ทิวงคตด้วยพระชนมายุเพียง 48 พรรษา จดหมายเหตุรายวันของสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ บันทึกไว้ว่า...

“วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2428 เราตื่นนอนเช้าลงมากินข้าว ป้าโสมบอกเราว่าวังหน้าสิ้นพระชนม์เสียแล้วแต่เมื่อคืนนี้ ป้าโสมจะลาเราไปสรงน้ำ บ่ายเราไปเรียนหนังสือ ทูลหม่อมบนเสด็จไปสรงน้ำพระศพวังหน้า พระยาศรีสุนทรไม่อยู่ ไปตามเสด็จด้วย เราไม่ได้อ่าน ต้องกลับมาเรือนฟังป้าโสมเล่าถึงวังหน้า ว่าเจ้านายน้องๆ ไม่ได้โกนหัว โกนแต่ลูกๆ ลูกมีทั้งใหญ่ทั้งเล็ก รวม 21... ทิวงคตเวลาห้าทุ่มครึ่ง...”

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (66)

เมื่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคตแล้วประมาณ 7 วัน ก็มีประกาศพระบรมราชโองการ เรียกว่า “ประกาศในการพระราชวังบวรสถานมงคลทิวงคต” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภว่า ตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคลนั้นเมื่อว่างลงพระเจ้าแผ่นดินไม่จำเป็นที่จะต้องแต่งตั้งเสมอไปและมีความประกาศต่อไปว่า “...ในครั้งนี้ได้ทรงปรึกษาพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และท่านเสนาบดี ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย เห็นพร้อมกันว่าตำแหน่งที่พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลนั้น การเปลี่ยนแปลงมาหลายชั้น ถึงกรุงสยามได้ผูกพันทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ ก็ก่อเกิดให้เป็นที่เข้าใจผิดไปต่างๆ ด้วยตำแหน่งข้างในกรุงสยามนั้นก็เคลื่อนคลานมาทีละน้อยๆ ไม่ยืนอยู่เหมือนตำแหน่งแบบเมื่อเราตั้ง ฝ่ายผู้ที่อยู่ต่างประเทศก็ไม่อาจเข้าใจตำแหน่งนั้นได้ชัดเจน จึงเกิดเป็นที่ฉงนสงสัยต่างๆ การบ้านการเมืองซึ่งจะเป็นการเรียบร้อยเป็นคุณแก่แผ่นดินอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นแต่ต้องใช้เงินแผ่นดิน ซึ่งจะต้องรักษาตำแหน่งยศพระมหาอุปราชอยู่เปล่าๆ โดยมาก จึงได้เห็นชอบพร้อมกันว่า ควรจะยกตำแหน่งที่พระมหาอุปราชนั้นไว้ ไม่ตั้งพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดขึ้นนั้น ชอบแล้ว...”

เป็นอันว่าตำแหน่ง “พระมหาอุปราช” หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคลแห่งกรุงสยามได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2428 เป็นต้นมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท