posttoday
วิธีคิดใหม่ในการขาย ‘กิมจิ’ (2)

วิธีคิดใหม่ในการขาย ‘กิมจิ’ (2)

03 มิถุนายน 2561

ศ.กุนเธอร์ ฟาลติน นับเป็นเจ้าพ่อในวงการบ่มเพาะผู้ประกอบการระดับโลกท่านหนึ่ง

โดย ดร. เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]

ศ.กุนเธอร์ ฟาลติน นับเป็นเจ้าพ่อในวงการบ่มเพาะผู้ประกอบการระดับโลกท่านหนึ่ง ท่านเชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงลูกเจี๊ยบให้เป็นแม่ไก่ไข่ทองคำ ด้วยการป้อนแนวความคิดที่ไม่เหมือนใครให้แก่ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในยุโรป แนวความคิดในบ่มเพาะผู้ประกอบใหม่ของท่านได้รับการยอมรับให้เป็นแพ็กเกจหนึ่งของ “คู่มือบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นเยาว์” ของ UNESCO...ยิ่งไปกว่านั้น มูลนิธิของท่านที่กรุงเบอร์ลิน เมืองแห่งการสร้างสรรค์ธุรกิจ ก็ได้เป็นผู้จัดงานประกวดผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ของโลก ที่มียูเนสโกเป็นสปอนเซอร์ อย่างต่อเนื่องมาทุกๆ ปีอีกด้วย

อาจารย์ฟาลตินท่านเป็นผู้ใหญ่ใจดี นอกจากจะเป็นผู้ค้า “ชาดาร์จีลิ่ง” รายใหญ่ในยุโรปแล้ว (ก็เริ่มต้นมาจากการทดลองทำธุรกิจตามทฤษฎีของท่าน) ท่านยังมีธุรกิจขนาดใหญ่ที่ไม่ซ้ำแบบใครอยู่ที่เชียงใหม่ น่าจะเป็นธุรกิจสร้างสรรค์เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่บริหารจัดการด้วย “สมอง” ใช้สมองสู้กับคู่แข่งที่มีเงินทุนสูงกว่า เช่นเดียวกับ หนังสือ “Brains Versus Capital : Entrepreneurship for Everyone-Lean, Smart, Simple” ที่ท่านเขียน บริษัทของท่านจึงลงทุนต่ำ-กำไรสูง ทำงานฉลาดแต่ง่าย มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายและทุกฝ่ายแฮปปี้มีความสุข

วิธีคิดใหม่ในการขาย ‘กิมจิ’ (2)

และนับเป็นโชคดีของผู้เล่าเรียนศึกษาในไทย เพราะท่านได้ตอบรับเป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิให้แก่ วิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล (International College of Digital Innovation - ICDI) แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งกำลังจะเปิดสอนปริญญาตรี โท เอก ในปีการศึกษา 2561 นี้ เนื่องจากปรัชญาการสอนบัณฑิตพันธุ์ใหม่ของ ICDI มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีของท่าน คือ เน้นการสร้างผู้ประกอบการที่มีนวัตกรรม เมื่อผนวกกับความสามารถใช้เครื่องมือธุรกิจในยุคดิจิทัล เช่น เครื่องมือทางการเงิน (Fintech) รู้จักการใช้ฐานอภิมหาข้อมูล (Big Data) มาวิเคราะห์เพื่อหาโอกาสและข้อมูลที่สร้างประโยชน์ รวมทั้งความรู้ด้านกฎหมายดิจิทัลข้ามประเทศ ก็จะทำให้บัณฑิตที่เรียนจบสามารถมีที่ยืนของตนเองในโลกการค้าระหว่างประเทศในยุค Industry 4.0 ได้

เมื่อถามถึง “ปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้ธุรกิจใหม่ประสบความสำเร็จ” นั้น ท่านให้ความเห็นว่าธุรกิจนั้น 1) จำเป็นต้องมี “ความใหม่” ประกอบ ได้แก่ แนวคิดใหม่ การคิดค้นสิ่งใหม่ ผลงานวิจัยใหม่ เทคโนโลยีใหม่ หรือไอเดียใหม่ 2) สามารถนำความใหม่มาพัฒนา สกัด และเคี่ยวกรำจนได้ “โมเดลธุรกิจ” จากนั้น 3) ต้องมี “การจัดการทางธุรกิจ” จนได้การยอมรับจากลูกค้าและคู่แข่ง

แล้ว “โมเดลธุรกิจ” นั้นสำคัญไฉน

ย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 1997-2000 ก่อนค่ะ ในช่วงนั้นเกิดเรื่องราวหนึ่ง คือ ภาวะ “เศรษฐกิจฟองสบู่ไอที” ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างพากันเก็งกำไรในหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี IT หรือ อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นผลจากการโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อว่าธุรกิจด้านเทคโนโลยีจะทำกำไรในอนาคต นักลงทุนต่างมองข้ามพื้นฐานหลักของบริษัทแต่หันไปเชื่อมั่นในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแทน ช่วงนี้เกิดบริษัทใหม่ด้านเทคโนโลยีมากมาย และมักนิยมมีชื่อหน้า-หลัง ว่า E หรือ .com เพราะจะทำให้หุ้นขึ้นสูงได้แม้มูลค่าที่แท้จริงของบริษัทจะต่ำ ยิ่งหลังผ่านพ้นปี Y2K คือ รอยต่อระหว่างปี 1999-2000 การรีเซตรอบ 99 ไปเริ่มต้นนับ 00 ใหม่ใน Software และ Hardware โดยไม่มีปัญหาอะไรเลยนั้น ยิ่งทำให้มูลค่าของหุ้นเทคโนโลยีในตลาด “แนสแดก” ถีบตัวขึ้นสูงสุด

แต่แล้วเวลาเช็กบิลก็มาถึง ความจริงปรากฏเมื่อเกิดเหตุการณ์หลายๆ อย่าง เช่น ญี่ปุ่นเกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ บริษัทไอทีต่างๆ ที่ใช้จ่ายเกินตัวแสดงผลขาดทุน นักลงทุนพากันขายหุ้นทิ้ง ราคาหุ้นตกอย่างรวดเร็วทำให้กลุ่มบริษัทไอทีจำนวนมากต้องปิดกิจการ เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอทคอมแตก (Burst of Dot-Com Bubble) แม้ว่าบริษัทจะมีเงินทุนพันล้าน มีผู้บริหารมืออาชีพมาจากบริษัทใหญ่ๆ มีเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่อาจล้มไม่เป็นท่า เพราะว่าส่วนที่ขาดหายไป คือ “โมเดลธุรกิจที่เฉียบคม”

(ต่อจากฉบับที่แล้ว) อย่างเช่น โมเดลธุรกิจ “กิมจิ” ที่ลูกศิษย์คนหนึ่งมาขอคำปรึกษา ไอเดียใหม่ในธุรกิจนี้ คือ “กิมจิที่เป็นออร์แกนิก” เพราะยังไม่มีกิมจิออร์แกนิกในตลาด จะเห็นว่า นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ แต่อาจเป็นสิ่งที่คนอื่นยังมองไม่เห็น ซึ่งกลายมาเป็นโอกาสของคนที่มองเห็น

วิธีคิดใหม่ในการขาย ‘กิมจิ’ (2)

เดิมทีลูกศิษย์มีญาติแต่งงานกับชาวเกาหลีและทำกิมจิในกรุงเทพฯ และมีตลาดวางขายในเมืองกรุงอยู่แล้ว แต่จุดเด็ดของเรื่องก็คือลูกศิษย์คนนี้เป็นชาวเขา ที่บ้านบนดอยใน จ.เชียงใหม่ ปลูกผักกาดขาวใช้สารเคมีมาตลอด จนเมื่ออยากจะหาความแตกต่าง จึงคิดที่จะปรับเปลี่ยนชีวิตพ่อแม่พี่น้องญาติมิตรจาก “ชาวไร่ใช้สารเคมีที่สุขภาพย่ำแย่ มาเป็นชาวไร่เกษตรอินทรีย์ที่มีความสุขและสุขภาพดี” ให้ปลูกผักกาดขาวอินทรีย์ ป้อนเข้าโรงงานขนาดเล็กของตนใกล้แหล่งปลูก คิดต้นทุนแล้วราคาถูกกว่าไปซื้อผักกาดขาว ณ ตลาดไท เสียอีก เมื่อขนส่งกิมจิสำเร็จไปกรุงเทพฯ คำนวณต้นทุนรวมแล้ว ต่ำกว่าที่ผลิตขายในกรุงเทพฯ ณ ปัจจุบันกว่า 30% เสียอีก ดังนั้นด้วยความกตัญญูและห่วงใยต่อพ่อแม่แลญาติมิตร จึงเป็น Story Telling ที่สมควรสนับสนุนให้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

ในแง่ความดีงามของผลิตภัณฑ์ กิมจิเป็นสินค้าที่มีดีในตัวมันเองอยู่แล้ว ในกิมจิมี Bacteria ชนิดดีที่ช่วยในการย่อยและต้านทานเชื้อโรคในลำไส้มากกว่าโยเกิร์ต มีกรดอะมิโนมากกว่า 17 ชนิด มีวิตามิน B, C และ Beta Carotene สูง เมื่อทดสอบการหมักนานขึ้นราว 3 อาทิตย์ พบว่าวิตามิน B1, B2 และ B12 จะเพิ่มปริมาณเป็น 2 เท่า ดังนั้นจึงต้องมาแก้ไขที่การปรับเปลี่ยนภาชนะบรรจุและขนาดให้เหมาะกับคนวัยทำงาน ให้บริโภคได้อย่างสะดวกเป็นครั้งๆ และสร้างความรับรู้ให้กลุ่มตลาดเป้าหมาย สื่อประชาสัมพันธ์ ใช้เทคโนโลยี QR Code เข้าสู่การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย เช่น การแนะนำเมนูเด็ด “ปรุงอาหารจากกิมจิที่คุณยังไม่รู้” เป็นต้น...

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท