
ความสงบกับการเลือกตั้ง
ถ้าไม่สงบ “เขาว่า” จะไม่มีการเลือกตั้ง
ถ้าไม่สงบ “เขาว่า” จะไม่มีการเลือกตั้ง
ประเทศไทยยุคต่อไป “เขาว่า” ต้องปกครองในแบบ “ประชาธิปไตยสงบเงียบ” บ้านเมืองต้องมีระเบียบเรียบร้อย
“ประชาธิปไตยแบบสงบเงียบ” ไม่ใช่คำใหม่ เพราะเป็นคำที่ใช้อยู่ในระบอบการปกครองหลายประเทศทั่วโลก โดยจะเน้นในเรื่องการสร้างความมั่นคงให้กับระบอบ บางประเทศนั้นก็มีเลือกตั้งเป็นระยะๆ อย่างประเทศสิงคโปร์ หรือบางประเทศก็ใช้เรียกแทนการปกครองที่เป็นลัทธิอื่น เป็นต้น
ในกรณีของประเทศไทย ทุกครั้งหลังการรัฐประหารเราก็มักจะได้ยินผู้ที่ทำการยึดอำนาจชอบที่จะพูดว่า “จะทำการเมืองให้ดีขึ้น ภายใต้ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ซึ่งก็หนีไม่พ้นการมอบหมายให้ทหารครอบงำหรือชี้นำทางการเมือง ดังที่ทหารได้เขียนรัฐธรรมนูญ ภายหลังการยึดอำนาจ ให้เป็นไปในแบบที่ “ทหารพึงประสงค์” นั้นมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2495 ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 ในระบอบสฤษดิ์-ถนอม รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ของคณะรัฐประหาร 6 ต.ค. 2519 รวมทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และ 2560 ที่คณะทหารก็เป็นผู้กำกับ
ขณะนี้แม้จะมีข่าวดีว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาของ สว.และ สส. จะผ่านพ้นการตีความของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยไม่มีประเด็นใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่อไปก็ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้พระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธยให้มีผลบังคับใช้ต่อไป นั่นก็คือจะต้องมีการเลือกตั้งในปีหน้านี้อย่างแน่นอน แต่ทว่าผู้ที่เดือดร้อนและไม่สบายใจที่สุดน่าจะเป็นคณะทหารที่คิดจะบริหารประเทศสืบต่อภายหลังการเลือกตั้งนั้น เพราะแผนการต่างๆ ที่วางแผนไว้ยังไม่เข้าที่เข้าทาง หรือ “เป็นไปตามเป้า”
เรื่องแรก การกำจัดศัตรูคู่แข่งทางการเมืองก็ยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้น ทั้งระบอบทักษิณที่ทหารพยายามฟาดฟันมาตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อ 2549 ที่ยังโผล่หัวออกมาเป็นระยะๆ สร้างความพรั่นพรึงให้แก่ผู้คนได้ตลอด โดยที่กลไกของรัฐทั้งในและนอกประเทศไม่สามารถจัดการอะไรได้ แถมด้วยศัตรูที่เกิดขึ้นจากเวลาที่ทอดมาอย่างเนิ่นนานในการครองอำนาจของทหารก็โผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ด ไม่เว้นแต่พันธมิตรที่เคยสนับสนุนก็เริ่มมีความเคลือบแคลงใจ บางกลุ่มที่เคยคิดจะจัดตั้งพรรคการเมืองมาสนับสนุนก็เริ่มลังเล ไม่เว้นแม้แต่พรรคที่กำลังจัดตั้งขึ้นอีกหลายพรรคเพื่อสนับสนุนทหาร ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาอย่างพอเพียงหรือไม่ ยิ่งมีเรื่องของการกว้านดูดนักการเมือง “กากๆ” เข้ามาหนุนก็ยิ่งทำให้ทหารเสื่อมลงไปมาก
เรื่องต่อมา ดูเหมือนว่าทหารกำลังเกิดภาวะ “สะเปะสะปะ” ในยุทธศาสตร์ของการสืบทอดอำนาจ คือพอคิดจะดูดนักการเมืองเก่าๆ เข้ามาเป็นฐานหนุนก็ถูกผู้คนต่อต้าน แต่ครั้นจะตั้งพรรคมาลงเลือกตั้งก็เป็นเบี้ยหัวแหลกหัวแตก ยิ่งการดำเนินนโยบายของ คสช.ที่ยังไม่ “โดนใจ” ผู้คนเท่าใดนัก
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นผลมาจากเรื่องความล้มเหลวในการเอาชนะเลือกตั้ง ก็คือแม้ทหารจะหวังว่ายังมีวุฒิสภาเป็น “ดาบสอง” ที่นำมาใช้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แต่นั่นก็จะนำทหารไปสู่ภาวะ “น้ำเน่าในระบบรัฐสภา” ที่จะทำให้ทหารขาดความสง่างาม อันเนื่องมาจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแปลความว่าใครก็ตามที่ขึ้นเป็นนายกฯ โดย สว. ก็คือผู้ที่ไม่ได้รับการยอมรับ ดังนี้แล้วการบริหารประเทศที่นำโดยผู้นำทหารในยุคต่อไป ย่อมจะ “ไร้เสถียรภาพ” คือขาดความมั่นคงแข็งแรง กลับวนไปสู่ “วงจรอุบาทว์” คือถ้าไม่มีการเลือกตั้งใหม่ ก็จำเป็นที่จะต้องมี “ปฏิวัติซ้ำ”
ด้วยความไม่แน่นอนทั้งสิ้นทั้งปวงดังที่กล่าวมา ทำให้ฝ่ายผู้มีอำนาจได้ปล่อยข่าวออกมาในทำนองที่ว่า “ถ้าไม่สงบก็ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง” บางทีเราอาจจะได้เห็นภาวะที่ผู้ปกครองปล่อยให้มีการเรียกร้องหรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ อย่างเต็มที่ โดยที่กลไกของรัฐไม่ต้องเข้าไปป้องปรามใดๆ โดยอ้างว่าเป็นการให้เสรีภาพและอิสรภาพต่างๆ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ เหล่านั้นก็จะต้องมีทั้งที่เห็นพ้องและเห็นแย้ง และหากในส่วนที่เห็นแย้งนั้นออกมาปะทะกัน จนต้องมีการนำกำลังทหารออกมาจัดการให้ “สงบเรียบร้อย” ในตอนท้าย
แล้วก็พูดว่า “นี่ไง อยากมีนักใช่ไหม ประชาธิปไตยตามอำเภอใจ”







