
Blockchain for Government
วันก่อนผู้เขียนขับรถมาทำงานตามหลังรถกระบะคันหนึ่งที่บรรทุกคนงานมาเต็มคัน ตอนติดไฟแดงที่แยกอรุณอัมรินทร์ก็สังเกตว่าทุกคนที่ท้ายกระบะนั่งกันเงียบ
โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์
วันก่อนผู้เขียนขับรถมาทำงานตามหลังรถกระบะคันหนึ่งที่บรรทุกคนงานมาเต็มคัน ตอนติดไฟแดงที่แยกอรุณอัมรินทร์ก็สังเกตว่าทุกคนที่ท้ายกระบะนั่งกันเงียบ ไม่พูดไม่คุยกัน แต่ที่เหมือนกันคือทุกคนกำโทรศัพท์ไว้ในมือและฟังหูฟัง มีบ้างบางคนทำปากมุบมิบเหมือนจะร้องเพลงตามไปด้วย บางคนก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ไปยิ้มไปหัวเราะไปอยู่คนเดียว มีรถกระบะอีกสองสามคันเหมือนบรรทุกของจะไปส่งลูกค้าจอดติดไฟแดงอยู่ใกล้ๆ กัน ก็เห็นเด็กท้ายรถสองสามคนในรถแต่ละคันก็มีท่าทีทำนองเดียวกัน
เมื่อขับเลยมาถึงป้ายรถเมล์เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ผู้เขียนก็สังเกตเห็นว่าคนรุ่นหนุ่มสาวและเด็กนักเรียนเกือบทุกคนก็มี “โลกส่วนตัว” เหมือนคนงานท้ายรถกระบะเปี๊ยบ คงมีแต่รุ่นใหญ่มากๆ เท่านั้นที่ไม่มีหูฟังเสียบหู แต่จำนวนมากของรุ่นใหญ่ ณ ป้ายรถเมล์เมื่อเช้าก็ไถหรือจิ้มโทรศัพท์กันอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ว่าจะนั่งหรือยืน
ผู้คนจำนวนมากเรียกสภาพเช่นนี้ว่า “สังคมก้มหน้า” แล้วก็ “ปล่อยมันไป”
แต่ผู้เขียนเห็นว่าการที่ทุกคนต่างมี “โลกส่วนตัว” เช่นนี้ มันน่าจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านเศรษฐกิจ ผู้เขียนว่าการที่ประชาชนแต่ละคนมี “โลกส่วนตัว” สูง มีผลกระทบต่อระบบการผลิตสินค้าและการให้บริการโดยตรง เนื่องจากสินค้าที่ผลิตแบบเดียวกันจำนวนมากๆ หรือแมสโปรดักต์อย่างที่เราพบเห็นกันมาสามสี่สิบปีก่อน จะเป็นที่ต้องการของตลาดน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยโลกส่วนตัวของแต่ละคนจะทำให้สินค้าประเภทผลิตตามที่ฉันต้องการ (Made to order) ได้รับความนิยมมากขึ้น และจะส่งผลให้สินค้าที่ผลิตได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนนั้นมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้น การผลิตสินค้าตามที่ฉันต้องการจึงมีแนวโน้มที่จะไปได้สวย และในการผลิตสินค้าแบบนี้ การใช้หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ที่มีความฉลาดและความแม่นยำสูงในกระบวนการผลิต จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้ดีกว่าการใช้แรงงานมนุษย์ ทั้งยังสามารถควบคุมต้นทุนในกระบวนการผลิตได้ดีกว่า หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จึงจะเข้ามาทดแทนแรงงานคนมากขึ้นเรื่อยๆ
ในทางสังคม แม้โลกส่วนตัวจะช่วยให้เราคุยกับคนอื่นได้มากขึ้น แต่คนอื่นที่ว่านี้คือใครก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ หาใช่คนในครอบครัวไม่ ข้อเท็จจริงก็คือคนในครอบครัวคุยกันน้อยลง คุยกับคนอื่นเสียมาก
ท่านผู้อ่านก็คงเคยเห็นบ่อยๆ นะครับว่าพ่อ แม่ ลูกไปกินข้าวในร้านอาหาร ใน พ.ศ.นี้เขาจะกินกันแบบเงียบกริบ จะมีเสียงบ้างก็ตอนบริกรนำอาหารมาเสิร์ฟแล้วต่างคนต่างแย่งกันถ่ายรูปเพื่ออัพโหลดไปในโซเชียลเน็ตเวิร์ก หลังจากนั้นก็นั่งกินกันไปถูโทรศัพท์ไปเงียบๆ ถูกันคนละเครื่องสองเครื่อง พูดกันแบบไม่มองหน้ากัน พฤติกรรมเช่นนี้มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวอันเป็นหน่วยพื้นฐานของสังคมมาก ความสัมพันธ์อันแนบแน่นเลือนหายไปเรื่อยๆ การถ่ายทอดความรักความห่วงหาอาทรต่อกันอย่างใกล้ชิดในครอบครัวกลายเป็นพิธีการ การถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ระหว่างรุ่นสู่รุ่นผ่านกิจกรรมที่ทำร่วมกันในครอบครัวน้อยลง
ที่สำคัญ ผู้เขียนพบว่าการมีโลกส่วนตัวสูงทำให้ผู้คนสนใจหรือใส่ใจในผู้อื่นน้อยลง และยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง เอาตัวเองเป็นหลักไว้ก่อน ทำอะไรโดยไม่สนใจคนอื่น ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติจะเป็นอย่างไร อาทิ การขับขี่รถจักรยานยนต์สวนทางหรือจอดในที่ห้ามดังที่เห็นกันดาษดื่น
จะว่าไประบบราชการเองก็ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาแบบเอ็กซ์โพเนนเชียลของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดโลกส่วนตัวของประชาชนไม่น้อย ทั้งที่จริงแล้วควรได้รับผลกระทบไม่มากนัก
เหตุผลก็คือระบบราชการเป็นระบบที่ยึดกระบวนการ (Process) เป็นหลักในการทำงาน ดังนั้น หากนำเทคโนโลยีที่ทันยุคทันสมัยมาใช้ในการทำงาน ก็ยิ่งจะทำให้กระบวนการทำงานของภาคราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม่นยำมากขึ้น ลดต้นทุนของภาครัฐและลดภาระของประชาชนลงได้มาก ทั้งจะก่อให้เกิดผลผลิตและผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
ถ้าดูผิวเผิน ประหนึ่งว่าระบบราชการของเราเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี เพราะแทบทุกหน่วยมีอุปกรณ์อันทันสมัยเต็มไปหมด จนบางครั้งผู้เขียนเองก็ยังรู้สึกว่ามันจะเยอะไปไหน แต่จริงๆ แล้วปรากฏว่ามีการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานของระบบราชการน้อยมาก ส่วนใหญ่ของรายจ่ายทางเทคโนโลยีเป็นการจัดซื้อ Hardware และการบำรุงรักษา มากกว่ารายจ่ายเพื่อการพัฒนา Software เพื่อให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
นอกจากนี้ กระบวนการทำงานของแต่ละหน่วยนั้นยังไม่เชื่อมโยง หรือที่เรียกกันเก๋ๆ ว่า “บูรณาการ” กันจริงๆ ยังต่างคนต่างทำ หรือสแตนด์อะโลน คือไม่สามารถรองรับการต่อเนื่องเชื่อมโยงกระบวนการทำงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นได้ ซึ่งนั่นทำให้หน่วยงานของรัฐต้องเรียกให้ผู้ขอรับใบอนุญาตต่างๆ ต้องแนบสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ สำเนาโฉนดที่ดิน ฯลฯ ไปพร้อมกับใบคำขอเสมอ ทั้งๆ ที่เอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารที่ทางราชการเป็นผู้ออกให้ เพียงแต่เป็นคนละหน่วยเท่านั้นเอง ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ขำไม่ออกสำหรับคนไทยมานานมาก
การขาดกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพและความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันนี้เอง ทำให้ดูประหนึ่งว่ารัฐมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) แต่จริงๆ แล้วเป็นข้อมูลที่มีอยู่แบบกระพร่องกระแพร่งและเป็นถังแยกต่างหากจากกัน การวิเคราะห์ข้อมูล (Data analytics) ของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่ผ่านๆ มาเพื่อประกอบการจัดทำนโยบายและการตัดสินใจ จึงอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้การวางนโยบายทำได้เพียงในรูปแบบของการตัดเสื้อโหล (One size fits all) ซึ่งแม้จะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม แต่ก็เป็นไปอย่างกว้างๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาในระดับครัวเรือนได้อย่างแท้จริงเหมือนอย่างที่ประเทศจีนเขาทำ ทั้งไม่สามารถติดตามได้ว่าการดำเนินการลุล่วงไปถึงไหนแล้ว กว่าจะรู้ว่ามีการรั่วไหลหรือทำงานไม่ตรงเป้าก็เมื่อมีการปิดบัญชีซึ่งล่าช้ามาก ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว นำไปสู่การกล่าวหา ร้องเรียน ฟ้องร้องกันนัวเนียไปหมด จนกลายเป็นแตกความสามัคคี
ที่ผ่านมาระบบราชการให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้าง อัตรากำลัง และงบประมาณ มากกว่าการพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพโดยนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เรื่องนี้เราตรงข้ามกับประเทศที่พัฒนาแล้วเลยนะครับ ระบบราชการเขาเน้นจิ๋วแต่แจ๋ว คือมีกำลังคนเพียงเท่าที่จำเป็น แล้วนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส ติดตามสถานะของเรื่องได้ทุกขั้นตอน ความต่างนี้จะเกิดขึ้นเพราะเหตุใดผู้เขียนก็ไม่ทราบ หรือเราเน้นมีคนเยอะๆ ไว้ดูยิ่งใหญ่ดีก็ไม่รู้ได้
ตอนนี้จึงน่าจะได้เวลาอันสมควรแล้วละครับที่ระบบราชการต้องนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการทำงานให้ได้มากที่สุด และสามารถต่อเนื่องเชื่อมโยงกระบวนการทำงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการรับรองความถูกต้องของข้อมูล (Verification and authentication) ระหว่างหน่วยงานของรัฐได้ทุกหน่วยงาน จะเรียกอีนั่นอีนี่ หรือสมาร์ทนั่นสมาร์ทนี่ก็ตามทีเถิด เพื่อให้รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนๆ ก็ตามมีข้อมูลที่จะนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดถึงระดับบุคคลและระดับครัวเรือนได้เสียที แถมลดภาระประชาชนด้วย เพื่อลูกเพื่อหลานของเรา
ตอนนี้หลายประเทศเขานำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้ในการเชื่อมโยงกระบวนการทำงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการรับรองความถูกต้องของข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐกันแล้ว เรียกว่า Blockchain for Government โดยเฉพาะในการรับรองความถูกต้องของตัวบุคคลและความถูกต้องของบรรดาสรรพเอกสารที่หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ออกให้แก่ประชาชน เพราะมีความปลอดภัยสูง และคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบจะรับรู้ข้อมูลเดียวกันหมด การแก้ไขอะไรทำเสียที่เดียวพอ ทุจริตก็ยากเพราะตรวจสอบได้ว่าใครเป็นคนแก้ไขข้อมูล แค่นี้ก็ลดภาระชาวบ้านโขอยู่ เพราะไม่มีใครซื้อเครื่องถ่ายเอกสารไว้ใช้ในบ้านหรอกครับ
บางประเทศ เช่น เอสโตเนีย ไปไกลกว่านั้นมาก เขาพัฒนาระบบจนสามารถยื่นขอรับใบอนุญาตออนไลน์ได้ทุกใบ แม้กระทั่งใบที่ต้องมีการตรวจสุขภาพหรือร่างกาย เขาก็เชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจโดยตรงกับโรงพยาบาลผ่านบัตรประชาชน ขึ้นรถเมล์ก็ไม่ต้องใช้เงิน ใช้บัตรประชาชนแตะจบ ไม่ต้องใช้เงินสด ไม่ต้องพกบัตรหลายใบ ชาวเอสโตเนียจึง “ยืดอก พกบัตร (ประชาชน)” เท่านั้นจบ เนเธอร์แลนด์และอีกหลายๆ ประเทศเขาก็กำลังดำเนินโครงการนี้อยู่อย่างขะมักเขม้น เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีไว้เฉพาะให้ “ขุดเหรียญ” เพื่อปั่นราคาอย่างที่หลายท่านเข้าใจนะครับ รายละเอียดมีอีกเยอะ เอาไว้ว่างๆ จะมาเล่าให้ฟังต่อก็แล้วกัน
น่าจะดีนะครับที่จะนำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้เพื่อต่อเนื่องเชื่อมโยงกระบวนการทำงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการรับรองความถูกต้องของข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ เพื่อสร้างความผาสุกให้แก่ราษฎร
หน่วยงานไหนทำไม่ได้ ให้ศูนย์คะแนนไปเลย







