posttoday
ปิดประตูลดภาษีน้ำมัน หวั่นทำรายได้รัฐทรุดหนัก

ปิดประตูลดภาษีน้ำมัน หวั่นทำรายได้รัฐทรุดหนัก

29 พฤษภาคม 2561

แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาขายปลีกในประเทศไทยจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดย เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาขายปลีกในประเทศไทยจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงการคลังก็ออกมายืนยันหนักแน่นว่า ไม่มีนโยบายลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะเห็นว่าปัญหาราคาน้ำมันแพงเป็นเรื่องระยะสั้นเท่านั้น ไม่กระทบกับการขยายตัวเศรษฐกิจภาพรวม
ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 77.3 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล สูงกว่าที่กระทรวงการคลังคาดการณ์เฉลี่ยไว้ทั้งปีอยู่ที่ 66.5 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยจะปรับขึ้นเป็น 67 ดอลลาร์/บาร์เรล สูงขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังต่ำกว่าราคาปัจจุบัน สอดคล้องกับราคาน้ำมันซื้อขายล่วงหน้าของตลาดไนเมกซ์ในปี 2562 ราคาน้ำมันอยู่ที่ 64-67 ดอลลาร์/บาร์เรล
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเป็น 4.5% จากเดิมที่คาดไว้ 4.2% เนื่องจากการประกาศตัวเลขจริงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในไตรมาสแรกขยายตัวได้ถึง 4.8% จากที่คลังคาดว่าจะโตได้ 4% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวเกินกว่าที่คลังคาดไว้มาก รวมถึงการขยายตัวเศรษฐกิจโลกดี ทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้มากขึ้น การลงทุนภาคเอกชนเริ่มขยับ ขณะที่การลงทุนภาครัฐก็มีการเร่งเบิกจ่ายต่อเนื่อง ล้วนเป็นปัจจัยบวก ทำให้คลังต้องติดตามการปรับประมาณการทางเศรษฐกิจใหม่
สำหรับปัญหาผลกระทบราคาน้ำมันแพง คาดว่าจะมีผลกระทบระยะสั้น ในเรื่องทำให้ต้นทุนขนส่งและการเดินทางของประชาชนมีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งรัฐบาลก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยการให้กองทุนน้ำมันเข้าไปตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ให้ไม่เกินลิตรละ 30 บาท เพื่อไม่ให้ต้นทุนส่งสินค้าและคนขยับขึ้น
ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันขึ้นระยะสั้น เพราะตอนนี้ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกก็ออกมาส่งสัญญาณเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง ทำให้กองทุนน้ำมันที่มีเงินอยู่ 3 หมื่นล้านบาท น่าจะรองรับไม่เพียงพอ
ในกรณีเลวร้ายราคาน้ำมันแพงระยะยาวจนเงินกองทุนน้ำมันหมดก็ยังมีแผนสองรองรับโดยให้กองทุนน้ำมันกู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร เหมือนที่รัฐบาลในอดีตเคยทำ ที่กองทุนต้องกู้เงินถึง 9 หมื่นล้านบาท เพื่อป้องกันไม่ต้องไปยุ่งกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
การที่คลังยืนยันไม่ลดภาษีน้ำมันมีหลายเหตุผล อันดับแรกการลดภาษีแล้วขึ้นยาก ทำให้ผู้บริโภคน้ำมันโดยไม่ประหยัด เพราะรัฐบาลใช้เงินภาษีเข้าไปอุดหนุน เหมือนในอดีตที่รัฐบาลลดภาษีน้ำมันดีเซลเหลือเกือบ 0% ทำให้คนยังบริโภคน้ำมันมากขึ้น ส่งผลให้กองทุนน้ำมันต้องเข้าไปอุดหนุนจำนวนมากจนเป็นหนี้สูงถึง 9 หมื่นล้านบาท
ที่สำคัญการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะกระทบกับการเก็บรายได้ของรัฐบาลอย่างมาก โดยเฉพาะการเก็บภาษีของประเทศที่ต่ำกว่าเป้าหมายอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
หากดูการเก็บรายได้รัฐบาลล่าสุด 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 จัดเก็บได้ 1.29 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6.05หมื่นล้านบาท หรือ 4.9% แต่มีสาเหตุจากการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ 3.04 หมื่นล้านบาท และการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นสูงกว่าประมาณ 2.31 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตามในส่วนของการเก็บภาษี กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้รวม 8.99 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 6,554 ล้านบาท หรือ 0.7% เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1.42 หมื่นล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1,958 ล้านบาท
ขณะที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้รวม 3.22 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,289 ล้านบาท หรือ 0.7% โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีน้ำมัน 7,388 ล้านบาท ภาษีเบียร์ 4,341 ล้านบาท และภาษีสุราจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 2,001 ล้านบาท ดังนั้นหากมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันในช่วงนี้อีกจะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตต่ำกว่าเป้าหมายมากขึ้น จนกระทบกับการเก็บรายได้ของประเทศในภาพรวม
ด้านกรมศุลกากรจัดเก็บรายได้รวม 6.33 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,070 ล้านบาท หรือ 3.2% โดยเป็นผลจากการจัดเก็บอากรขาเข้าต่ำกว่าประมาณการจำนวน 2,343 ล้านบาท เนื่องจากการนำเข้าสินค้าที่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้การจัดเก็บอากรขาเข้าไม่ขยายตัวตามที่ประมาณการไว้ ซึ่งไม่สามารถหวังจะให้ภาษีของกรมศุลกากรช่วยดึงการเก็บภาษีและรายได้ของประเทศใน
ภาพรวมได้เลย
ยิ่งหากย้อนกลับไปดูการเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2560 จะเก็บได้ 2.4 ล้านล้านบาท แต่ก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายถึง 7.73 หมื่นล้านบาท เนื่องจากกรมสรรพากรเก็บภาษีได้เพียง 1.79 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายถึง 7.41 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการประมาณราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงถึง 70-80 ดอลลาร์ แต่ราคาจริงอยู่ที่ระดับ 40-50 ดอลลาร์เท่านั้น ทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าเป้าหมาย 4.78 
หมื่นล้านบาท และการเก็บภาษีปิโตรเลียมต่ำกว่าเป้าหมาย 2.46 หมื่นล้านบาท รวมถึงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีจากธุรกิจเฉพาะต่ำกว่าเป้าหมายอย่างละ 7,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ การเก็บภาษีของกรมศุลกากรก็ต่ำกว่าเป้าหมายถึง 1.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการนำเข้าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และการใช้สิทธิทางภาษี 0% ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ที่ทำไว้กับประเทศต่างๆ มีการใช้สิทธิทางภาษีเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตที่เก็บได้เกินเป้าหมาย 1.24 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการเพิ่มอัตราภาษีบาปและภาษีน้ำมัน ทำให้การเก็บภาษีได้มากขึ้น ช่วยชดเชยการเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าของกรมสรรพากรและกรมศุลกากรได้บางส่วน ซึ่งจะเห็นว่าภาษีน้ำมันเป็นภาษีสำคัญของรัฐบาลอย่างมาก ช่วยดึงการเก็บรายได้ของประเทศอย่างมาก ในภาวะที่รัฐบาลไม่สามารถเพิ่มการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต จาก 7% เป็น 10% ได้ เพราะจะมีการเสนอขยายเวลาการลดภาษีแวตที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2561 ออกไปอึก 1-2 ปี เพื่อไม่ให้กระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวและโตได้ต่อเนื่อง
เมื่อขยับแวตไม่ได้ รัฐบาลก็ไม่มีทางเลือกอื่น ที่จะต้องปิดประตูตายไม่ลดภาษีน้ำมัน เพราะการเก็บภาษีน้ำมันเป็นภาษีอันดับ 1 ของกรมสรรพสามิต เก็บได้ปีละกว่า 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวเศรษฐกิจและการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น หากมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะกระทบกับการเก็บรายได้รัฐบาลปีนี้ทรุดหนักลงทันที จนกระทบกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทำการขยายตัวที่คาดว่าจะโตได้มากขึ้นไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ก็ได้ 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท