posttoday
แนวโน้มค้าปลีกไตรมาส 2 ยังดี

แนวโน้มค้าปลีกไตรมาส 2 ยังดี

29 พฤษภาคม 2561

คงน้ำหนักกลุ่มค้าปลีก มากกว่าตลาด เนื่องมาจาก ประการแรก ภาพรวมกำไรไตรมาส 1/2561

โดย วิชุดา ปรางมณี นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย)
คงน้ำหนักกลุ่มค้าปลีก มากกว่าตลาด เนื่องมาจาก ประการแรก ภาพรวมกำไรไตรมาส 1/2561 ในกลุ่มค้าปลีกเติบโต 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลของยอดขายต่อสาขาเดิมที่เป็นบวกและกลยุทธ์การรักษาอัตรากำไร
ประการที่สอง แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/2561 จะยังขยายตัวด้วยแรงกระตุ้นจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เทศกาลสงกรานต์และการแข่งขันฟุตบอลโลกในช่วงกลางเดือน มิ.ย.จะกระตุ้นให้ยอดขายต่อสาขาเดิมโดยเฉลี่ยของกลุ่มยังเป็นบวกอีกไตรมาส
ประการที่สาม กลุ่มค้าปลีกมีระดับราคาตลาดที่ปรับตัวลง 6% นับตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.เกิดจากการปรับลดน้ำหนักการลงทุนของ MSCI Thailand ทำให้บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) และบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) มีการปรับฐานลง ขณะที่แนวโน้มการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง กลายเป็นโอกาสของการสะสม โดยเลือก BJC และ CPALL เป็นหุ้นแนะนำของกลุ่ม
ผลประกอบการของกลุ่มค้าปลีกในไตรมาส 1/2561 คือ BJC, CPALL บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) และบริษัท โรบินสัน (ROBINS) ทำกำไรสุทธิรวม 8,800 ล้านบาท เติบโต 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นระดับใกล้เคียงกับที่เราคาด จากการรับรู้รายได้โดยรวมของกลุ่มที่เติบโต 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท โดยยังคงรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 23.4% ปรับเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 23% ผลของการเพิ่มสัดส่วนสินค้าไพรเวทแบรนด์มากขึ้น ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเมื่อเทียบกับยอดขายเฉลี่ย 22.4%ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 22.9% สะท้อนจากการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดีกำไรในไตรมาส 1/2561 ลดลง 9% จากไตรมาส 4/2560
ไตรมาส 2 อาจอ่อนตัว
ยอดขายต่อสาขาเดิมของกลุ่มในไตรมาส 1/2561 ทั้ง HMPRO/ROBINS/ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) รวมในงบ BJC รวมถึง CPALL เฉลี่ย 2.2% จากไตรมาส 4 ปี 2560 อยู่ในกรอบที่คาดไว้คือ +2.0-3.0% และดีขึ้นจากไตรมาส 4/2560 อยู่ที่ 1.9% โดยเฉพาะ ROBINS เริ่มกลับมาเป็นบวกในปีนี้เริ่มต้นอยู่ที่ 1.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากติดลบมาต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การเข้าสู่ฤดูฝนที่มาเร็วกว่าปกติ จะเป็นแรงกดดันต่อยอดขาย ยอดขายต่อสาขาเดิมของไตรมาส 2 อาจชะลอตัวจากไตรมาสแรก แต่มองว่ายอดขายต่อสาขาเดิมยังเป็นบวกต่อเนื่องเป็นไตรมาส 2 จากแรงหนุนของเทศกาลท่องเที่ยวและการแข่งขันฟุตบอลโลกช่วงกลางเดือน มิ.ย.-ก.ค. อีกทั้งยอดขายต่อสาขาเดิมของไตรมาส 2/2560 เฉลี่ยของกลุ่มอยู่ที่ -5.7% ซึ่งอยู่ในฐานต่ำ ผลประกอบการในเบื้องต้นยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนได้อีกไตรมาส
แรงหนุนดัชนีชี้วัดของภาครัฐ
คาดกลุ่มค้าปลีกยังมีปัจจัยหนุนที่ดีจากภาพรวมของเศรษฐกิจไทย เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2561 ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพิ่มเป็น 4.2-4.7% จากเดิมอยู่ที่ 3.6-4.6% โดยทาง สศช.หลังจากในไตรมาสแรกมีตัวเลขที่ขยายตัวถึง 4.8% สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (ซีซีไอ) เดือน เม.ย.อยู่ที่ 80.9 จุด สูงสุดในรอบ 40 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตปรับดีขึ้นเป็น 91.9 จุด เป็นระดับสูงสุดในรอบ 61 เดือน ทำให้เชื่อว่าแนวโน้มการบริโภคในประเทศจะมีวงจรเชิงบวก
ทั้งนี้ เลือก BJC เป็นหุ้นแนะนำ ด้วยราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2561 อยู่ที่ 72 บาท จากยอดขายต่อสาขาเดิมปีนี้คาดบวก 2-5% เทียบจากปีก่อนอยู่ที่-5% ขณะที่แผนระยะยาวมีโอกาสขยายตลาดสินค้าเข้าไปในกลุ่มกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ทั้งในส่วนของการเพิ่มกำลังการผลิต และเพิ่มสาขา BIGC ที่ได้แรงหนุนจากกลุ่มทีซีซี และ CPALL ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2561 เท่ากับ 103 บาท จากยอดขายต่อสาขาเดิมที่อยู่ระดับ 3-5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอยู่ที่ 2% บวกกับโอกาสขยายธุรกิจในธุรกิจแบงกิ้งเอเยนต์เป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ที่ไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง