
ธรรมเปลี่ยนชีวิต... ด้วยการบริหารชีวิตด้วยธรรม
ในการใช้ชีวิตของคนแต่ละคนย่อมมีจุดหมายแตกต่างกันออกไป ในนิยามของคำว่า ความสำเร็จ
โดย ปราชญ์แห่งธรรม โดย ราช รามัญ/FB/nopraman
ในการใช้ชีวิตของคนแต่ละคนย่อมมีจุดหมายแตกต่างกันออกไป ในนิยามของคำว่า ความสำเร็จ โค้ชในเมืองไทยมีมากมายราวดอกเห็ด แต่ละคนนั้นต่างก็มีมุมมองที่แตกต่างกันไป ในหนังสือ จินตนาญาณ เล่มใหม่ล่าสุดที่ผมเขียนนั้น ได้กล่าวถึงเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาตนเองในโหมดของการยอมรับ
ซึ่งเรื่องของการยอมรับนี้ เป็นสิ่งที่คนทั่วไปยากที่จะให้เกิดขึ้นในหัวใจได้ เพราะต่างก็มีแนวคิด มุมของตนเองเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม คนเราถ้ายอมรับในความแตกต่างของคนอื่นไม่ได้ และไม่พยายามให้เขามีที่ยืนในสังคมด้วยความแตกต่างของเขา เชื่อเสมอว่าสังคมนั้นย่อมเดือดร้อน ไม่ว่าจะแตกต่างในพื้นฐานความคิดความเห็นมุมมองไหนก็ตาม
ในพุทธกาลพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้แตกต่างจากกลุ่มนักพรตนักบวชทั้งหลาย การได้รับการยอมรับนั้นยังไม่มาก แต่ด้วยคุณภาพแห่งจิตใจที่แตกต่างนี่เอง การยอมรับค่อยๆ มีมากขึ้นเป็นลำดับ กระทั่งแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ผู้คนในยุคนั้นจากคนที่ไม่รู้อะไร ก็กลายเป็นคนที่รู้อะไรมากขึ้น เข้าใจอะไรมากขึ้น ว่า กรรมดำ คืออะไร กรรมขาว เป็นอย่างไร อะไรเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เรามีมุมมองความคิดที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละมุมมองในเรื่องของการยอมรับ
ผมรู้จักกับอาจารย์สมสิทธิ์ มีแสงนิล เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในทางโลก เป็นคนที่ตรงไปตรงมา ชัดเจน และเป็นผู้มีความรู้ทางด้านศักยภาพตัวเองอย่างรอบด้าน ที่สำคัญได้มาศึกษาธรรมะแล้วมีความปีติรื่นรมย์ในธรรม โดยได้รับความเมตตาจาก สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธ) วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร คอยอบรมชี้แนะตลอด อาจารย์สมสิทธิ์ เล่าให้ฟังว่า
“เมื่อก่อนใครพูดอะไร...ผมมักจะเอาความคิดความเห็นของตัวเองออกเป็นตัวตั้ง...แล้วก็ปฏิเสธความคิดของผู้อื่น ด้วยมองว่ามันไม่ใช่ มันไม่ดี ไม่ถูก ตามที่เรารู้มาก ตามที่เราเข้าใจ อันนี้เป็นอาการหลงชนิดหนึ่งเลยทีเดียว หลงว่าเรารู้ ต้องเข้าใจว่า รู้ว่าเราไม่รู้ รู้ว่าเรารู้ และหลงว่าเรารู้ มันต่างกันมาก คนจำนวนไม่น้อยครับที่หลงว่าเราไม่รู้ พอเราไม่รู้ก็เอาความไม่รู้มาขยายวง ก็ไปกันใหญ่เลยชีวิต
พอผมได้มีโอกาสไปบวชพระที่ประเทศอินเดีย โดยหลวงพ่อสมเด็จท่านเมตตาให้ไป ผมได้ฝึกฝนตัวเองหลายด้านมาก จากที่มีแต่มุมมอง ทำไม อะไร อย่างไร คือ สงสัยไปเรื่อย คือ มีแต่ความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง มีแต่ความคิดของตัวเองเกิดคำถาม เวลาสวดมนต์เหมือนกัน สวดๆ พอสมาธิหลุดสติหาย เอาเฮ้ยสวดไปถึงไหนแล้ว...ต่อมาเลยต้องใช้ชี้คอยชี้เพื่อใจจดจ่อเป็นสมาธิและมีขันติความอดทน จากนั้นก็มีสติอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือ การสวดมนต์ พอฝึกแบบนี้ได้ เราจะนิ่งมากขึ้น เราจะเข้าใจอะไรอีกหลายอย่างมากขึ้นของโลกใบนี้”
นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตก็ว่าได้ เพราะตลอดมานั้น เราชินกับการพัฒนาภายนอก ไม่เน้นพัฒนาภายใน เมื่อเราพัฒนาภายในได้แล้ว มันทำให้เราเข้าใจทุกอย่างของการมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้เหมือนกันทุกคน อาจารย์สมสิทธิ์ ยังบอกอีกว่า
“แม้ร่างกายเราเจ็บไข้ได้ป่วย เราก็ต้องเข้าใจว่า มันก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นและทุกคน ไม่มีใครรอดพ้น แม้ว่าเป็นแล้วนี่เราจะมีความทุกข์มากขนาดไหนก็ตาม เราก็ต้องไปกำหนดรู้ในเหตุแห่งทุกข์นั้นและบริหารจัดการทุกข์นั้นให้หายคลายคืนไปเป็นลำดับ หลวงพ่อสมเด็จท่านสอนหนักหนาว่า ถ้าเราบริหารอารมณ์และความรู้สึกได้ และมองสิ่งต่างๆ อย่างละเอียดได้ และเลือกแต่สิ่งที่ดีเข้ามาสู่ชีวิตเรา ไม่เลือกสิ่งที่เป็นพิษเข้ามาสู่ชีวิตของเรา เราก็จะอยู่กับความทุกข์นั้นได้ ท่านสอนแบบนี้เสมอ ท่านสอนให้ไม่ตัดสินในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างทันที ไม่ตัดสินอะไรใครทั้งนั้น แต่ให้มองให้ละเอียดและลึกเสียก่อน ก่อนที่เราจะตัดสินผิดพลั้งพลาดไป มันบาป ถ้าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด”
นับได้ว่าเป็นคำสอนที่ร่วมสมัยมาก เพราะคนทั่วไปนิยมเรื่องของการตัดสิน และทุกครั้งที่ตัดสินนั้นมักจะไม่ใช่ไปในแนวทางที่ถูกต้อง แต่จะเป็นแนวทางที่ค่อนข้างออกไปในทางทำให้ตนเองเดือดร้อนในภายหลังเสมอ สิ่งที่เป็นธรรมะในการนำเอามาใช้กับชีวิตประจำวันได้ดีที่สุด อาจารย์สมสิทธิ์ บอกว่า
“คนเราถ้าเข้าใจธรรมะ แล้วคัดสรรนำเอามาใช้กับชีวิตให้สมดุล ชีวิตจะมีแต่ความสุขอยู่ตลอดเวลา”
แม้ว่าช่วงนี้อาจารย์สมสิทธิ์จะสอนในเรื่องของการสื่อสารเพื่อความเข้าใจเพียงอย่างเดียว และเอาเวลาที่มีทั้งหมดมาศึกษาธรรมะอย่างจริงจังกับหลวงพ่อสมเด็จ เพื่อที่จะนำเอามาปรับใช้กับชีวิตต่อไป ตลอดทั้งเพื่อเอาไว้สอนใจตัวเองเมื่อเวลาต้องไปพบคนทางโลก
เรื่องของธรรม เป็นเรื่องของคนที่ถึงเวลาจริงๆ เป็นเรื่องของความสมดุลของชีวิต เพราะถ้าไม่ถึงเวลาและไม่สมดุลจริงๆ ยากนักที่จะนำเอาธรรมอะไรไปใส่ในหัวใจได้ ในครั้งพุทธกาลชายคนหนึ่งเดินทางมาแสนไกลเพื่อจะมาฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ในวันนั้นทุกคนพร้อมหมดพระองค์ก็ยังทรงนิ่งไม่เทศน์โปรดอะไร กระทั่งชายคนหนึ่งที่อยากฟังธรรมคนนั้นโผล่มา พระองค์เห็นว่าเขาหิวข้าวยังไม่พร้อมฟังธรรม พระองค์ให้หาข้าวให้เขากินจนอิ่มหนำใจ จากนั้นจึงเริ่มเทศน์สอนทุกคน ผลปรากฏว่าความสมดุลของใจและความพร้อมของเขามีมากจึงเข้าใจธรรมอย่างหมดจด ถึงกับทรงตรัสกับชายผู้นั้นว่า
“ธรรมเรากล่าวไว้ดีแล้ว”
นี่แหละ...ธรรมเปลี่ยนชีวิต ด้วยการบริหารชีวิตด้วยธรรม ผลลัพธ์ที่ได้มากกว่าการมีเงินทองเป็นร้อยล้านพันล้านทีเดียว...







