posttoday
พาณิชย์ เล็งช่วยผู้ส่งออกสินค้าเกษตร

พาณิชย์ เล็งช่วยผู้ส่งออกสินค้าเกษตร

15 ตุลาคม 2553

พาณิชย์ เล็งช่วยผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เสนอ 3 แนวทางแก้ปัญหา หวั่นกระทบราคารับซื้อสินค้าเกษตรในอนาคต ด้านส.อ.ท.เสนอลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 1.25% พร้อมาตราการชะลอเงินทุนไหลเข้า

พาณิชย์ เล็งช่วยผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เสนอ 3 แนวทางแก้ปัญหา หวั่นกระทบราคารับซื้อสินค้าเกษตรในอนาคต ด้านส.อ.ท.เสนอลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 1.25% พร้อมาตราการชะลอเงินทุนไหลเข้า

นายฉัตรชัย ชูแก้ว โฆกกระทรวงพาณิชย์ และที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า เช่น สมาคมกุ้งไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมอุตสาหกรรมสับปะรดไทย ว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างหนัก หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหา ผู้ส่งออกอาจต้องลดราคารับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกร ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดได้ จึงต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างเร็วที่สุด

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาทั้ง 3 แนวทาง ได้แก่ 1.ขอให้รัฐบาลลดต้นทุนการผลิต เช่น ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็น 0% จากปัจจุบันเก็บที่ 2% เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน 2.ขอให้ธนาคารพาณิชย์รับจำนำเงินเหรียญสหรัฐจากผู้ส่งออก โดยส่วนต่างที่เกิดขึ้นให้รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น ปัจจุบันค่าเงินบาทอยู่ที่ 29.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ผู้ส่งออกอาจนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯไปจำนำกับธนาคารในอัตรา 33 บาท/เหรียญฯ ซึ่งเป็นอัตราที่ผู้ส่งออกส่วนใหญ่รับคำสั่งซื้อมาก่อนหน้านี้ โดยส่วนที่เกิดขึ้นกว่า 2 บาทให้รัฐบาลจ่ายให้กับธนาคารพาณิชย์เอง 3.ผู้ประกอบการเสนอกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับผู้ส่งออกโดยเฉพาะ โดยกำหนดให้อยู่ในระดับที่แข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคได้

นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นประมาณ 10% ในปีนี้ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกกุ้งหายไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท จากการส่งออกรวมมูลค่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งหากเงินบาทไม่แข็งค่าอย่างนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะได้มากกว่านี้

“ขณะนี้ราคารับซื้อกุ้งจากเกษตรกรอยู่ที่ 150 บาทต่อกุ้ง 50 ตัว 130 บาทต่อกุ้ง 60 ตัว และ 120 บาทต่อกุ้ง 70 ตัว ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรพึงพอใจ แต่หากปัญหาเงินบาทไม่ได้รับการแก้ไขในอนาคตก็มีโอกาสที่ผู้ส่งออกจะลดราคารับซื้อกุ้งได้” นายสมศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ปีหน้า มีความน่าเป็นห่วงมาก เพราะไม่รู้ว่าปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ เช่น ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาดที่ตู่แข่งประสบอยู่ในตอนนี้ จะเป็นอย่างไร จึงต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมากที่สุด ซึ่งมาตรการที่เสนอในวันนี้เอกชนก็เห็นด้วย โดยเฉพาะการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ส่งออกกุ้งเห็นว่าหากสามารถช่วยลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือ ที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารกุ้ง จะช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้ เพราะการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ถือเป็นต้นทุนกว่า 50%

นายณัฐศักดิ์ พัฒนกุลชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เพื่อการส่งออก กล่าวว่า ในปีนี้การส่งออกไก่คาดว่าน่าจะส่งออกได้ 4 แสนตัน มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีปริมาณการส่งออกที่ 3.8 แสนตัน แต่จากการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นทำให้มมูลค่าการส่งออกน่าจะหายไปประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เหลือ 5 หมื่นล้านบาท รวมทั้งตอนนี้ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ไม่กล้ารับคำสั่งซื้อเพิ่มเติม เพราะไม่แน่ใจว่าเงินบาทจะแข็งค่าลดไปอีกถึงจุดไหน ซึ่งอาจทำให้ต้องลดกำลังการผลิตลง และจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่โดยตรง

นายวิรัช ปิยพรไพบูลย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมสับปะรดไทย กล่าวว่า ผู้ส่งออกสัปปะรดมีปัญหาอย่างหนักในวันนี้ เนื่องจากรับซื้อวัตถุดิบสับปะรดจากเกษตรกรในราคาสูง 6 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งในตอนนั้นค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า และคำสั่งซื้อกำลังจะหมดส่งในเดือนหน้า ถ้าเงินบาทยังคงแข็งค่าอยู่ในระดับนี้ ผู้ส่งส่งออกอาจไม่สามารถรับซื้อสับปะรดในราคาที่เกษตรกรต้องการได้

ขณะนี้คาดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงสิ้นปี จะทำให้มูลค่าการส่งออกหายไป 2,000 ล้านบาท โดยสับปะรดทั่วประเทศมีปริมาณ 2 ล้านตัน 1 ตันสามารถผลิตได้ 25 กล่อง ตอนนี้ขาดทุนกล่องละ 40 บาท จึงต้องการให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออก เพราะไม่อย่างนั้นคงต้องลดราคารับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกร

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ท่าทีของภาคเอกชนต่อนโยบายด้านอัตราดอกเบี้ยกับสภาวะการแข็งค่าของเงินบาท เอกชนมีข้อเสนอ 7 แนวทาง ได้แก่ 1. ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยการพิจารณาดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขอให้ลดดอกเบี้ยนโยบายให้เกลือ 1.25% ป็นอย่างน้อย 2.มาตรการต่างๆ ของกระทรวงการคลังที่ออกมาแล้วของให้ผลักดันให้มีผลในทางปฏิบัติ โดยการตั้งคณะกรรมการทำงานภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนในการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ช่น การชำระค่าระวางเรือและค่าสินค้า เป็นต้น

3.ธปท.ต้องส่งสัญญาณอย่างจริงจังในการดูแลไม่ให้เงินผันผวนไปตามการเก็งกำไร 4. ขอให้ธปท.เข้างวดที่เงินที่เข้ามาในลักษณะการเก็งกำไรทั้งในตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้ 5. ของให้ธปท.ออกกฎเกณฑ์ควบคุมและจำกัดจำนวนเงินกู้ยืม และแลกเปลี่ยนเงินบาทของสถาบันการเงิน ในการจำกัดการกู้เงินบาทไปแลกเงินเหรียญสหรัฐ

6. ขอให้ธปท.และกระทรวงการคลังร่วมมือในการหามาตรการที่เข้มข้นเพิ่มขึ้นกว่าที่ออกมาแล้ว โดยใช้ทั้งนโยบายการเงิน และการคลังควบคู่กันไป 7.ขอให้พิจารณาดำเนินการออกมาตรการชั่วคราวในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมของเงินทุนที่ไหลเข้ามาในประเทศ ในอัตรา 2-4% ซึ่งปัจจุบันมีหลายประเทศที่ทำอยู่ เพื่อลดการไหลเข้าของเงิน จนกว่าจะอยู่ในภาวะที่เหมาะสม

 

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี