posttoday
ยุทธศาสตร์ใหม่ ด้านหุ่นยนต์ของญี่ปุ่น

ยุทธศาสตร์ใหม่ ด้านหุ่นยนต์ของญี่ปุ่น

13 พฤษภาคม 2561

นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศอันดับ 1 ของโลกในด้านการนำหุ่นยนต์มาใช้ในชีวิตประจำวัน

โดย น.ส.วารีรัตน์ รัตนวิบูลย์สม สำนักงานกฤษฎีกา

นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศอันดับ 1 ของโลกในด้านการนำหุ่นยนต์มาใช้ในชีวิตประจำวัน รัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดยุทธศาสตร์ 3 ด้าน เพื่อให้การปฏิวัติหุ่นยนต์ประสบผลสำเร็จ ได้แก่ 1.Global Base For Robot Innovation ญี่ปุ่นได้กระตุ้นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การเพิ่มโอกาสการพบปะกันระหว่างผู้ใช้งานและผู้ผลิตให้มากขึ้น ตลอดจนการกำหนดมาตรฐานและการพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นถัดไป และการขยายตัวเพื่อก้าวเข้าสู่ระดับโลก เพื่อให้ญี่ปุ่นเป็นศูนย์กลางของการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์อย่างแท้จริง 2.World’s Leading Society Maximizing Robot Capacity ญี่ปุ่นจำเป็นต้องพัฒนายุทธศาสตร์ด้านหุ่นยนต์และส่งเสริมการจ้างแรงงานหุ่นยนต์เพื่อให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการสร้างสรรค์และใช้งานหุ่นยนต์อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดในแง่ของการผลิตและเพื่อประโยชน์ของธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ภาคบริการ การพยาบาล และการแพทย์ เป็นต้น 3.World’s Leading Strategy For a New Robot Era ในแง่ของสังคมข้อมูลที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การเชื่อมต่อข้อมูลผ่านเครือข่ายและการสร้างข้อมูลขนาดใหญ่หรือมีปริมาณมาก (บิ๊กดาต้า) เป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

ประเด็นด้านกฎหมายที่ญี่ปุ่นได้กำหนดเป้าหมายให้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2020 คือ การปฏิรูปกฎหมายแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี ได้แก่

1.การผ่อนคลายกฎระเบียบและการกำหนดให้มีระบบกฎหมายใหม่และการใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งานหุ่นยนต์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น

- กรณีที่มีความจำเป็นต้องกำหนดให้มีระบบการใช้งานคลื่นวิทยุ (Radio Wave Utilization) เพื่อสนับสนุนการ

- กรณีที่ต้องกำหนดคุณภาพความปลอดภัยและประสิทธิภาพของเครื่องมือแพทย์หรือผลิตภัณฑ์ยีนบำบัด

- กรณีที่ต้องกำหนดให้มีระบบประกันสุขภาพในระยะยาว

- การออกกฎหมายเพื่อควบคุมยานยนต์หรืออากาศยานที่ไร้คนขับ/กฎหมายเกี่ยวกับการบำรุงรักษาและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ/กฎหมายที่เกี่ยวกับความปลอดภัยจากแรงดันสูงจากก๊าซหรือของเหลว

2.การกำหนดให้มีกรอบงานในแง่มุมของการคุ้มครองผู้บริโภค ญี่ปุ่นมีแนวความคิดว่า ในอนาคตอันใกล้ หุ่นยนต์จะยิ่งมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนในสังคมมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มแข็งให้แก่ผู้บริโภค โดยอาจให้มีการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องและจัดให้มีการสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากหุ่นยนต์หรืออยู่ในความรับผิดชอบของผู้ผลิต ซึ่งการรวบรวมข้อมูลและสอบสวนสาเหตุดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานของความสอดคล้องกับกฎหมายหรือกฎระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อาจสรุปได้ว่า “หุ่นยนต์” เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีเครือข่ายและดิจิทัลร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และเหตุผลที่ญี่ปุ่นมีความคิดริเริ่มให้ปฏิวัติหุ่นยนต์ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เป็นส่วนผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็นศูนย์กลางของโลกด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์ 2.ส่งเสริมให้ญี่ปุ่นเป็นผู้นำโลกในด้านการนำหุ่นยนต์มาใช้ในสังคม 3.แสดงศักยภาพของญี่ปุ่นให้เป็นผู้นำโลกยุคใหม่ในด้านหุ่นยนต์ รวมถึงก้าวทันต่อการเข้ามาของ Internet of Things : IoT (หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ถูกเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต และทำให้มนุษย์สามารถสั่งการควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้)

ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาใช้ก็คือ ผลกระทบทางด้านสังคม เพราะยิ่งเทคโนโลยีฉลาดมากขึ้นเท่าไร มีความสามารถมากขึ้นเท่าไร แรงงานมนุษย์จะยิ่งได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทุกภาคส่วนที่หุ่นยนต์สามารถทดแทนแรงงานมนุษย์ได้ เพราะต้นทุนถูกกว่ามาก มีความสม่ำเสมอในการทำงานมากกว่า ฯลฯ ค้อนเคียวไม่ได้หายไป แต่คีย์แพดได้เข้ามาเสียบแบบเงียบๆ นานแล้ว

ผู้เขียนไม่ใช่หมอดู แต่เห็นว่าโดยบริบทที่เปลี่ยนไปนี้ ระบบกฎหมายแรงงานและระบบกฎหมายสวัสดิการสังคมในอนาคตจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง อุตสาหกรรมในอนาคตอันใกล้ ไม่ใช่โรงงานแบบ 0.1 ที่เราคุ้นเคยในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว หันมาเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้น่าจะดีกว่าตั้งหน้าตั้งตาหาเรื่องทะเลาะกัน ประเทศไทยจะได้ก้าวไกลไปพร้อมโลกนะคะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท