
ทีวี 3 มิติ ปลุกตลาดโค้งสุดท้ายรับกระแสปีหน้าโตพุ่ง 8เท่า
ปีหน้าคาดว่าตลาดโทรทัศน์3 มิติในภาพรวมมีอัตราเติบโตสูงกว่า7-8เท่าตัว จากปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมยังเตาะแตะหลัก1-1.5 หมื่นตัว
ปีหน้าคาดว่าตลาดโทรทัศน์3 มิติในภาพรวมมีอัตราเติบโตสูงกว่า7-8เท่าตัว จากปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมยังเตาะแตะหลัก1-1.5 หมื่นตัว
โดย....ดวงใจ จิตต์มงคล
ความแรงของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงโค้งสุดท้ายปี53 นี้ยังคงมีมาแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดภาพและเสียง(เอวี) กลุ่มโทรทัศน์ ที่ในปีนี้ได้เทคโนโลยี 3 มิติ หรือ "3D" เข้ามาสร้างความตื่นตัวนับแต่ต้นปีจากการเปิดตัวของเจ้าของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ต่างๆจากค่ายญี่ปุ่นและเกาหลี
ล่าสุดยักษ์เครื่องใช้ไฟฟ้าแดนปลาดิบ “พานาโซนิค” ตัดสินใจส่งสินค้ากลุ่ม3 มิติ ครบทุกไลน์ผลิตภัณฑ์เข้ามารุกตลาดในไทย เป็นรายล่าสุด เพื่อกระตุ้นตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในโค้งสุดท้ายปีนี้ให้ทวีความคึกคักต่อเนื่องไปสู่ปีหน้าที่คาดว่าตลาดโทรทัศน์3 มิติในภาพรวมมีอัตราเติบโตสูงกว่า7-8เท่าตัว จากปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมยังเตาะแตะหลัก1-1.5 หมื่นตัวเท่านั้น
ฮิโรทาเกะ มุราคามิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย กล่าวว่าบริษัทพร้อมทำตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่ม3มิติ สำหรับผู้บริโภคและกลุ่มระดับมืออาชีพ(โปรเฟสชันนัล) ภายใต้แนวคิด ‘สเต็ป อินทู เดอะ ทรีดี เวิลด์’ รองรับความบันเทิงเทคโนโลยี 3มิติใน 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มเอวี ประกอบด้วย พลาสมา ทีวี 3 มิติ เครื่องเล่น บลูเรย์ 3มิติ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดิจิตอลอืมเมจจิง กล้องวิดีโอ ระบบ3มิติ และกลุ่มผลิตภัณฑ์บรอดคาสต์ อาทิ กล้องบันทึกภาพ3มิติ แบบเลนส์คู่ เครื่องผสมสัญญาณเสียง/ภาพ แบบ3มิติ จอภาพแลซีดี แบบ 3D วิดีโอ เป็นต้น
สำหรับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการตลาดทั้ง 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปที่ชื่นชอบเทคโนโลยี และกลุ่มมืออาชีพ(โปรเฟสชันนัล) อาทิ กลุ่มผู้ผลิตภาพยนตร์, โฆษณา หรือ รายการโทรทัศน์ เป็นต้น จากกระแสความบันเทิงในโลกภาพยนตร์3มิติ ก่อนหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งทั้งหมดถือเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของ ‘พานาโซนิค’ ในการทำตลาดผลิตภัณฑ์3มิติทั้งในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและกลุ่มธุรกิจต่อธุรกิจ(บีทูบี) นับจากนี้
เทคโนโลยี 3 มิติในประเทศไทยยังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น จากการที่ผู้ประกอบการหลายรายเข้ามาทำตลาดโดยเฉพาะในหมวดเอวี แม้ปัจจุบันโทรทัศน์มากกว่า 50% ของตลาดยังเป็นแบบจอแก้ว(ซีอาร์ซีทีวี)ก็ตาม โดยพานาโซนิคเริ่มทำตลาด เวียร่า พลาสม่าทีวี 3 มิติ เป็นครั้งแรกในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณนี้ (ต.ค. 2553 – มี.ค.2554) โดยวางงบสำหรับทำตลาดไว้ ราว 10% ของงบการตลาดโดยรวมในกลุ่มภาพและเสียง คาดว่าจะสามารถขายได้ 4,000 เครื่อง จากเป้าหมายยอดขายโทรทัศน์รวมทั้งปีที่วางไว้ 1.6 แสนเครื่อง หรือมีส่วนแบ่งตลาดในปีแรกที่ 5% และเพิ่มเป็น 30% ในปีที่2 ทำให้สามารถขึ้นเป็นผู้นำในตลาดทีวี 3มิติ
จุดเด่นผลิตภัณฑ์3มิติของพานาโซนิคในการทำตลาด คือเทคโนโลยีนีโอ พลาสม่า เพื่อ ต้องการให้ได้คุณภาพของภาพที่คมชัด และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดที่ทำตลาดกลุ่มแอลซีดี หรือแอลอีดี 3 มิติ ซึ่งการทำตลาดในเบื้องต้นบริษัทได้จัดชุดแพคเกจสินค้า เวียร่า พลาสม่า ทีวี 3 มิติ ทั้ง 3 ขนาด พร้อมแถมซอฟต์แวร์ภาพยนตร์ 3 มิติ 2เรื่อง และแว่นตา 3 มิติ 2 อัน โดยขนาด 42 นิ้ว จำหน่ายราคา 79,990 ขนาด 50 นิ้ว ราคา 119,990 บาท และ ขนาด 65 นิ้ว ราคา 219,990 บาท
ต่อการเข้ามาทำตลาดเพลาสม่า 3 มิติของพานาโซนิค ในครั้งนี้ คาดจะช่วยขยายตลาดพลาสมาทีวีมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 45% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 40% แม้ภาพรวมตลาดส่วนใหญ่ยังเป็นตลาดทีวีแอลซีดี (รวมแอลอีดี) ขณะที่เทคโนโลยี 3 มิติ ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ที่มี การเติบโตสูงถึงปีละ 7-8 เท่า โดยคาดว่าการเติบโตของกระแสเทคโนโลยี 3 มิติในประเทศไทยจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จากปัจจุบันจำนวนทีวี 3 มิติภาพรวมทั้งประเทศมีจำนวนราว 10,000- 15,000 เครื่อง โดยพานาโซนิควางรายได้จากไลน์อัพ 3มิติ ในปีแรกที่เริ่มทำตลาดจะอยู่ที่ราว 2-3% ของรายได้กลุ่มภาพและเสียงโดยรวมและจะเพิ่มเป็น 5-10%
จากก่อนหน้าเครื่องใช้ไฟฟ้าแดนกิมจิ 2 รายใหญ่ อย่าง ‘ซัมซุง’ และ ‘แอลจี’ ได้ชิงเปิดตัวสินค้าโทรทัศน์เทคโนโลยี3 มิติไปก่อนหน้า โดยเฉพาะในช่วงมหกรรม ‘พีฟ่า เวิลด์ คัด 2010’ ที่สินค้าดังกล่าวเข้ามาสร้างสีสันในหมวดเอวีไปไม่น้อย อาทิ ซัมซุง เปิดตัวสินค้าไฮไลต์ ซัมซุง ซี9000 3ดี แอลอีดีทีวี ราคา 279,990 บาท เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน และมีจุดขายอยู่ที่ดีไซน์และเทคโนโลยี รวมทั้ง 3 มิติ โดยตั้งแต่เปิดตัวมาสามารถทำยอดขายได้ 100 เครื่อง สิ้นปีตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ 2,000-3,000 เครื่อง
ส่วนแบรนด์ "แอลจี" ในช่วงที่ผ่านได้ทำตลาดสินค้าโทรทัศน์3 มิติใน 2 รุ่น(ซีรียส์) คือ แอลจี แอลเอ็กซ์ 6500 มี 2 ขนาดคือ จอ47นิ้ว ราคา 99,990 บาท และ ขนาด42นิ้ว ราคา 89,999 บาท และซีรีย์ระดับ ไฮเอนด์ แอลเอ็กซ์ 9500 มี2 ขนาด คือ 47นิ้ว ราคา 119,900 บาท และขนาด 55 นิ้ว ราคา 149,990 บาท ซึ่งเป็นระบบฟูลเอชดี หรือ มีความละเอียดภาพสูง โดย1ชุดสินค้าจะมาพร้อมกับ เครื่องรับโทรทัศน์ และแว่นตา3มิติพร้อมกัน
แม้ในเบื้องต้นความต้องการผลิตภัณฑ์3มิติในประเทศไทย จะยังถูกจำกัดอยู่ในตลาดกลุ่มกำลังซื้อสูงเท่านั้น เนื่องจากราคาสินค้าโทรทัศน์ระบบ3มิติ ยังมีราคาสูงกว่าเฉลี่ย 30% เมื่อเทียบกับโทรทัศน์กลุ่มจอแบนทั่วไป แต่อาจมีแนวโน้มเติบโตพุ่งในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีถูกลง ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น
และยังเป็นไปได้เช่นกันในอนาคต หากผู้บริโภคต้องการรับชมรายการโทรทัศน์หรือ ในช่องฟรีทีวี เคเบิลทีวี ผ่านระบบ3 มิติ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นหน้าที่ของสถานีโทรทัศน์ต่างๆเป็นผู้ดำเนินการใช้ เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อแพร่สัญญาณผ่านรายการปกติออกมาให้ผู้รับชมทางบ้าน ที่จะช่วยเข้ามาขับเคลื่อนตลาดอีกแรงหนึ่ง







