posttoday
ราชสกุล ในพระบรมราชจักรีวงศ์ (62)

ราชสกุล ในพระบรมราชจักรีวงศ์ (62)

29 เมษายน 2561

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงภัยอันตรายอันจะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองและทรงเกรงว่ากรณีความบาดหมางระหว่างพระองค์กับวังหน้าอาจจะลุกลามไปถึงขั้นที่เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในชาติได้ ทั้งกรมพระราชวังบวร
วิไชยชาญก็มิได้เสด็จไปประทับที่บ้านของกงสุลอังกฤษเพื่อทรงลี้ภัยเท่านั้น หากแต่ทรงขอความคุ้มครองจากรัฐบาลอังกฤษอีกด้วย

ดังนี้ หลังจากที่บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีผู้ใหญ่ทั้งหลาย ต่างเข้ามาช่วยกันกราบทูลไกล่เกลี่ยแล้ว การเจรจาประนีประนอมระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงได้เกิดขึ้น

ราชสกุล ในพระบรมราชจักรีวงศ์ (62)

แต่ก่อนที่จะไปดูข้อเรียกร้องทั้ง 10 ประการ ที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงเสนอขึ้นเพื่อยุติความขัดแย้งในครั้งนี้ ก็น่าที่จะย้อนกลับไปดูเรื่องราวในอดีตอันมีมาแต่ต้นรัชกาลกันก่อน

วังหน้าตามพระราชประเพณี คือ ผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขึ้นในฐานะรัชทายาทเพื่อสืบราชสมบัติต่อไป ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งพระอนุชาหรือพระราชโอรส แต่ทว่า “วังหน้า” อันได้แก่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญนั้น มิได้ทรงสถาปนาขึ้นโดยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกสรรด้วยพระองค์เอง แต่ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นจากที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการขุนนางผู้มีอำนาจในปี 2411 ทั้งนี้โดยการสนับสนุนและชี้แนะของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในเวลานั้นเป็นสำคัญ

ราชสกุล ในพระบรมราชจักรีวงศ์ (62)

นอกจากนี้แล้ววังหน้ายังมีกำลังทหาร กำลังคน รวมทั้งเงินภาษีอากรที่ขึ้นอยู่กับกรม เทียบเท่ากับที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคยมีนั้น ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงพอพระราชหฤทัย ด้วยทรงเห็นว่าเป็นการไม่สมควร เพราะกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงอยู่ในฐานะวังหน้าซึ่งมีอิสริยยศต่ำกว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระราชบิดา ที่ทรงมีพระอิสริยยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สอง

อนึ่ง ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลนี้ ตามสายตาของชาวต่างประเทศที่เข้ามาเมืองสยามในเวลานั้น ถือว่าเป็นตำแหน่งรัชทายาทที่จะได้สืบราชสมบัติต่อจากพระเจ้าแผ่นดิน ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้พระราชโอรสของพระองค์สืบสันตติวงศ์ต่อไป

ราชสกุล ในพระบรมราชจักรีวงศ์ (62)

สำหรับเหตุแห่งความบาดหมางที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น และนำมาสู่จุดของความขัดแย้งที่เผชิญหน้ากันครั้งนี้ น่าจะมาจากเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเร่งปฏิรูปการปกครองแผ่นดินนั่นเอง นับตั้งแต่พระราชบัญญัติหอรัษฎากรพิพัฒน์ก็ดี เคาน์ซิลออฟสเตต ก็ดี และปรีวี่เคาน์ซิลก็ดี ตลอดจนถึงการจัดระเบียบการคลังใหม่

ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายนี้ได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลขึ้นในฝ่ายวังหน้าของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเห็นว่าการปฏิรูปของวังหลวง ซึ่งนอกจากจะสร้างความรู้สึกไม่มั่นคงให้แก่วังหน้าแล้ว ยังเป็นภัยคุกคามต่อสถานภาพของเจ้านายในวังหน้าอย่างน่าหวั่นเกรงอีกด้วย อีกทั้งฝ่ายที่สนับสนุนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันประกอบไปด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และบรรดาขุนนางส่วนหนึ่ง ก็มีท่าทีดูแคลน ไม่พอใจพฤติกรรมของวังหน้าและกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญอย่างเปิดเผยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ด้วยเห็นว่าวังหน้านั้นมักจะเข้าอิงพิงพึ่งมหาอำนาจต่างชาติมากเกินไป

ราชสกุล ในพระบรมราชจักรีวงศ์ (62)

กรณีไฟไหม้ในพระบรมมหาราชวังซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์นั้น แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่ปรากฏอย่างชัดเจนว่าต่างชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษได้เข้ามายุ่งเกี่ยวอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย แต่ก็มีข้อคิดจากหลักฐานทางบุคคลที่ไม่ควรจะละเลยไปเสีย เช่น ข้อเขียนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นต้น

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เขียนลงในคอลัมน์ตอบปัญหาประจำวันในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันเอาไว้เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2502 โดยกล่าวถึง ม.จ.ฉวีวาด ผู้มีศักดิ์เป็นป้าของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เองว่า ม.จ.ฉวีวาด ได้สมรสกับพระองค์เจ้าเฉลิม ผู้เป็นอนุชาของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ จึงได้ไปฝักใฝ่อยู่ทางวังหน้า และโดยเหตุที่ ม.จ.ฉวีวาด เป็นผู้มักใหญ่ใฝ่สูงและขาดสติสัมปชัญญะ จึงคิดที่ยกย่องกรมพระราชวังบวรฯ ให้ขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดิน โดยคิดกำจัดหรือลดพระราชอำนาจพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวลงไป ในการนี้ ม.จ.ฉวีวาด ได้คบคิดกับกงสุลใหญ่ของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ซึ่งฝักใฝ่อยู่ข้างวังหน้าและมีนโยบายจะเอาเมืองไทยเป็นเมืองขึ้น ม.จ.ฉวีวาด จึงได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จากกงสุลผู้นั้น คิดแผนการร้ายขึ้นร่วมกับบุคคลอื่นๆ อีกหลายคน ลอบจุดไฟเผาพระบรมมหาราชวังบริเวณใกล้กับตึกที่เก็บดินดำ ประสงค์จะให้ดินดำนั้นระเบิดขึ้น เมื่อกระทำการไม่สำเร็จ ม.จ.ฉวีวาด จึงหลบลี้หนีราชภัยไปอยู่เมืองเขมร เป็นเหตุให้พระองค์เจ้าคำรบพระบิดาของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ต้องตกระกำลำบาก เพราะมารดาซึ่งชราภาพแล้วถูกริบราชบาตร หากไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงชุบเลี้ยงไว้ ก็คงไม่อาจจะเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ยืนยันว่า เรื่องราวทั้งหมดนี้มีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรปรากฏอยู่ที่เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) ที่ได้รับมาจากกรมหมื่นปราบปรปักษ์ผู้เป็นพระบิดาอีกต่อหนึ่ง

ราชสกุล ในพระบรมราชจักรีวงศ์ (62)

นอกจากนี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ยังได้เขียนถึง ม.จ.ฉวีวาด ผู้ที่หนีราชภัยในวิกฤตวังหน้าครั้งนั้น ดังปรากฏในหนังสือชื่อ “โครงกระดูกในตู้” มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“...นายน็อกซ์ (โธมัส น็อกซ์) กงสุลใหญ่ของอังกฤษสมัยรัชกาลที่ 5 ก็คิดจะเอาอำนาจอังกฤษมาแบ่งเมืองไทยออกเป็นสอง คือ สยามเหนือกับสายใต้ ให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงครอบครองตั้งแต่กรุงเทพฯ ขึ้นไปถึงเชียงใหม่ และให้พระบัณฑูร (กรมพระราชวังบวรฯ) ทรงครอบครองหัวเมืองภาคใต้ทั้งหมด...ท่านป้าฉวีวาดท่านไม่รู้ศัพท์ว่า Divide and Rlue…”

เมื่อหันกลับมาดูข้อเรียกร้องรวม 10 ประการของกรมพระราชวังบวรฯที่ทรงยื่นเสนอเพื่อยุติศึกวิกฤตการณ์ครั้งนี้ จะเห็นว่ามีสาระสำคัญดังนี้

“1.ว่าที่ของเคยได้แลทำมาตั้งแต่ปีมะโรงสัมฤทธิศกอย่างใด ขอให้คงอยู่ตามเดิม อย่าชักถอนตัดรอนลดเสีย

 2.ว่าถ้ามีเหตุการณ์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้แปลกปราดกว่าตามเคย เป็นที่สงสัยก็ให้มีพระราชหัตถเลขาไปมาไถ่ถามให้เป็นยุติธรรม ถ้าไถ่ถามไม่สิ้นสงสัยแล้ว ขอให้แจ้งความกับท่านที่มีชื่อลงในหนังสือประนีประนอมก่อน อย่าให้ทำการเป็นที่สะดุ้งตกใจเหมือนอย่างที่ทำมาแต่หลัง

3.ว่าอย่าให้ชักผู้ถอนคนให้ข้าพลัดเจ้าบ่าวพลัดนาย ขอให้คงอยู่ตามเดิม

4.ว่าอย่าให้คนทั้งปวงหมิ่นประมาท ดูถูก ด้วยกิริยาและวาจาต่างๆ ได้

5.ว่าข้าราชการในพระราชวังบวรฯ เป็นถ้อยคำความสิ่งใด ขอให้ชำระโดยยุติธรรมแล้วให้ต่อว่าได้ด้วย

6.ว่าเงินภาษีอากรที่เคยได้มาแต่ก่อนนั้น ภาษีใดอากรใดฟ้องขาด เงินนั้นก็ขาดลงตามเงินในพระบรมมหาราชวัง ภาษีใดอากรใดประมูลเงินขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เงินภาษีอากรในพระราชวังบวรฯ ก็หาขึ้นด้วยไม่ มีแต่ขาดไปทุกปีๆ ขอว่าถ้าเงินภาษีอากรในพระบรมมหาราชวังขึ้น ก็ขอให้เงินในพระราชวังบวรฯ ขึ้นด้วยตามร้อยละห้าฤๅร้อยละสาม ถ้าเงินตกก็ตกด้วยร้อยละห้าฤๅร้อยละสาม ซึ่งมีอยู่ในภาษีอากรนั้นๆ

7.ว่าเดิมเงินภาษีอากรเคยได้มาแต่เดิมนั้น ก็ตัดเสียหาได้ไม่ ขอให้ได้ตามเดิม

8.ว่าเจ้าพนักงานฝ่ายพระราชวังบวรฯ เคยประทับตราตั้งเจ้าภาษีนายอากรด้วย แต่ตัดเสียประมาณ 2 ปีมาแล้ว บัดนี้จะขอให้ประทับตราตามเดิม จะได้รู้ตัวเจ้าภาษีนายอากรและเรียกร้องตักเตือนเงินในพระราชวังบวรฯ ได้โดยง่าย

9.ว่าปูนขาวที่ได้ส่งไปแต่พระบรมมหาราชวัง ได้ใช้ทำการซ่อมแซมพระราชวังบวรฯ ที่ชำรุดหักพังเป็นของสำหรับแผ่นดินปีละ 500-600 เกียนบ้าง ก็ตัดเสียหาให้ไม่ประมาณ 4 ปีมาแล้ว ที่นี้ขอให้ได้ตามเดิม

10.ว่าถ้าทำหนังสือประนีประนอมฝ่ายละฉบับแล้วให้ท่านเสนาบดีกับกงสุลเยนเนราลอังกฤษกับกงสุลฝรั่งเศสลงชื่อเป็นพยานไว้ด้วย แต่ความเรื่องนี้เนิ่นนานมาแล้ว มิสเตอนุมัน (นิวแมน) ผู้ว่าการแทนกงสุลเยนเนราลอังกฤษ ได้บอกออกไปถึงคอนเวอนแมนอังกฤษ ได้ทราบว่าคอนเวอนแมนอังกฤษได้ตั้งให้เจ้าเมืองสิงคโปร์เข้ามาระงับการ แต่เรื่องนี้ควรจะรอเจ้าเมืองสิงคโปร์เข้ามาก่อน แต่บัดนี้เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดีขอกับมิสเตอนุมัน ผู้ว่าการแทนกงสุลเยเนราล ให้บอกข้าพเจ้าขอดูคำประนีประนอมที่จะเอาอย่างไร ข้าพเจ้าจึงได้เขียนคำประนีประนอมส่งขึ้นมาให้พอท่านดูเป็นสำเนา แต่ที่จะแล้วกันนั้นจะต้องรอเจ้าเมืองสิงคโปร์เข้ามาก่อนจึงจะแล้วกันได้ แต่ความเรื่องนี้ข้าพเจ้าเขียนโดยเร็ว หาทันได้ตรึกตรองให้ละเอียดไม่ เจ้าเมืองสิงคโปร์เข้ามาถึงเมื่อไรข้าพเจ้าขอเพิ่มเติมอีกบ้าง...”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท