
โลกยังไม่พร้อมเลิกกระตุ้น
บีโอเจ-อีซีบีคงนโยบายการเงินตามคาด ด้านผู้ว่าอีซีบีวิตกสงครามการค้าจีนและสหรัฐฉุดเศรษฐกิจโต
บีโอเจ-อีซีบีคงนโยบายการเงินตามคาด ด้านผู้ว่าอีซีบีวิตกสงครามการค้าจีนและสหรัฐฉุดเศรษฐกิจโต
บลูมเบิร์กรายงานว่า บรรดาธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอการเลิกใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในปีนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควรและเงินเฟ้อยังขยายตัวไม่ถึงเป้าหมาย ขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าและทางภูมิรัฐศาสตร์โลก คาดว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมกดดันการขยายตัวมากยิ่งขึ้น
รายงานระบุว่า แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเดินหน้าสู่ยุคการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 ครั้งในปีนี้ แต่สัญญาณเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัว และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ หลายประการ ทำให้การผลักดันให้เงินเฟ้อ
ขยายตัวตามเป้าหมายที่ราว 2% ของแบงก์ชาติอื่นๆ ยังเป็นไปได้ยาก
ล่าสุดนั้น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยกเลิกกรอบระยะเวลาการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ภายในปี 2019 แม้ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ ยังคงแสดงความเชื่อมั่นว่า อัตราเงินเฟ้อในประเทศจะยังปรับตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บีโอเจประกาศลดคาดการณ์ เงินเฟ้อปีงบประมาณ 2018 ไปอยู่ที่ 1.3% จากเดิมที่ 1.4% โดยก่อนหน้านี้คุโรดะ ระบุว่า บีโอเจยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายออกไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าเงินเฟ้อจะขยายตัวถึง 2%
นอกจากนี้ บีโอเจยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ -0.1% และเดินหน้าโครงการซื้อคืนพันธบัตรต่อ โดยคงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปี ไว้ที่ระดับเกือบ 0%
ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีมติคงนโยบายการเงินเช่นกันในการประชุมเมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยคงอัตราดอกเบี้ยหลักไว้อยู่ที่ -0.40% เช่นเดียวกับดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ 0% และดอกเบี้ยหลักอยู่ที่ 0.25%
ทั้งนี้ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินยังไม่ได้หารือกันเรื่องการยุติมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวอี) ที่เดือนละ 3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) เนื่องจากกำลังมุ่งเน้นให้เศรษฐกิจของยุโรปขยายตัวอย่างแข็งแกร่งเสียก่อน โดยบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า อีซีบีคาดว่าจะยังไม่ประกาศการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินใดๆ ที่รวมถึงการยุติคิวอีจนกว่าจะถึงเดือน มิ.ย. แต่อาจมีการส่งสัญญาณดังกล่าวในการประชุมเดือน ก.ค.
“เรายังไม่ได้พูดคุยกันเรื่องนโยบายการเงิน นับตั้งแต่การประชุมครั้งล่าสุุดที่ผ่านมา หลายประเทศยุโรปมีทิศทางการขยายตัวที่แตกต่างกัน โดยบางแห่งขยายตัวที่ระดับปานกลาง” ดรากี กล่าว
นอกจากนี้ ดรากียังแสดงความวิตกต่อความตึงเครียดทางการค้าทั่วโลกจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และยิ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อในยุโรปฟื้นตัวช้าลงยิ่งขึ้น
“เรายังคงต้องรอดูว่า การตอบโต้กัน ซึ่งขณะนี้ยังเป็นการโต้กลับทางคำพูดเกี่ยวกับท่าทีปกป้องการค้าจะส่งผลอย่างไร หากมีการตั้งกำแพงภาษีเพิ่มขึ้น การปกป้องการค้าก็จะเพิ่มขึ้นตาม และอาจส่งผลกระทบโดยตรง แต่สิ่งที่แน่ชัดแล้วในขณะนี้ คือสถานการณ์ดังกล่าวบั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างมาก และอาจส่งผลต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ” ดรากี กล่าว







