
ออกพันธบัตรรั้งเงินต่างชาติ
ธปท.เพิ่มวงเงินพันธบัตรดูดเงินลงทุน เตือนคนกู้เงินต่างประเทศบริหารเสี่ยงรับดอกเบี้ยขาขึ้น
ธปท.เพิ่มวงเงินพันธบัตรดูดเงินลงทุน เตือนคนกู้เงินต่างประเทศบริหารเสี่ยงรับดอกเบี้ยขาขึ้น
น.ส.วชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. จะเริ่มปรับเพิ่มวงเงินประมูลพันธบัตร ธปท. ระยะ 3 เดือนและ 6 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค. นี้เป็นต้นไป หลังใช้นโยบายลดการออกพันธบัตร ธปท. ระยะสั้นมาตั้งแต่ เดือนเม.ย. 2560 ในการลดแรงกดดันเงินบาท ลดแรงจูงใจและช่องทางพักเงินของนักลงทุนต่างชาติโดยจะกำหนดวงเงินประมูลคำนึงถึงภาวะตลาด สภาพคล่อง และความต้องการลงทุนพันธบัตรของนักลงทุนในประเทศ รวมทั้งปริมาณพันธบัตรระยะสั้นของภาครัฐโดยรวม เพื่อให้ตลาดปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับการเพิ่มวงเงินพันธบัตร ธปท. ครั้งนี้เพราะมองว่าภาวะตลาดการเงินโลกเปลี่ยนไป จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางประเทศหลักและความผันผวนตลาดการเงินโลกเพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนพันธบัตรระยะสั้นไทยลดลงบ้างระยะหลัง และปริมาณพันธบัตรภาครัฐระยะสั้นที่จำกัดทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นต่ำต่อเนื่อง อาจกระทบช่องทางออมและพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนของนักลงทุนในประเทศ ทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่นในตลาดการเงินในบางช่วงได้
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มวงเงินไม่ถือเป็นการส่งสัญญาณหรือสะท้อนมุมมองนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดย ธปท. ยังติดตามภาวะอัตราแลกเปลี่ยนใกล้ชิด ตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่อาจเอื้อต่อการเก็งกำไรค่าเงินบาท พร้อมทบทวนมาตรการดูแลหากสถานการณ์เปลี่ยนไปและมีความจำเป็น
ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2560 ธปท. ลดวงเงินพันธบัตร ธปท. ระยะ 3 เดือน และ 6 เดือน รุ่นละ 1 หมื่นล้านบาทต่อสัปดาห์ หรือจาก 4 หมื่นล้านบาท เหลือ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนเดือน พ.ค. นี้ ธปท. จะเริ่มเพิ่มวงเงินพันธบัตร ธปท. ระยะ 3 เดือน และ 6 เดือน รุ่นละ 5,000 ล้านบาทต่อสัปดาห์ หรือเพิ่มจาก 3 หมื่นล้านบาท เป็น 3.5 หมื่นล้านบาท
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ผู้ที่กู้ยืมเงินจากต่างประเทศควรระวังดูโครงสร้างทางการเงินให้เหมาะสมเพราะต้นทุนกู้ยืมจากต่างประเทศจะสูงขึ้นจากแนวโน้มดอกเบี้ยโลกขาขึ้น นโยบายการคลังหลายประเทศ มีแผนกู้ยืมเงินเพิ่มผ่านการออกพันธบัตร อาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น แต่อัตราดอกเบี้ยโลกที่ขึ้นก็ยังต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกอยู่







