
'แจ็ค หม่า' กับโลกการค้าที่เปลี่ยนไป
การเดินทางมาประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาลของ “แจ็ค หม่า” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท อาลีบาบา
โดย อนัญญา มูลเพ็ญ
การเดินทางมาประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาลของ “แจ็ค หม่า” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท อาลีบาบา ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นำมาซึ่งหลายประเด็นที่น่าสนใจทั้งส่วนตัวของ แจ็ค หม่า ในฐานะเจ้าพ่ออี-คอมเมิร์ซ และเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก ธุรกิจปัจจุบันและอนาคตของอาลีบาบา ตลอดจนประเด็นความร่วมมือของเขากับรัฐบาลไทย
สารภาพกันตามตรงว่าผู้เขียนเองไม่ได้เป็นคนทันสมัยไฮเทคอะไรกับเขามากนัก ทำให้ส่วนตัวไม่ได้ติดตามสิ่งที่เรียกรวมๆ ว่า “โลกดิจิทัล” ตลอดจนธุรกิจของกลุ่มอาลีบาบาว่าทุกวันนี้เขาพัฒนาอะไรกันไปถึงไหน เรียกได้ว่าเป็น “ผู้ตาม” เรื่องเทคโนโลยีได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย แต่ความที่ทำข่าวในสายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เลยทำให้มีโอกาสได้ทำข่าวการมาเมืองไทยของเจ้าพ่ออี-คอมเมิร์ซรายนี้กับเขาด้วย
ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มอาลีบาบามีจุดเริ่มต้นมาจากการได้พบกันระหว่าง แจ็ค หม่า กับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ในครั้งที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปร่วมประชุมผู้นำกลุ่ม 20 (จี20) ในฐานะประธานกลุ่ม จี77 ที่ประเทศจีน เมื่อปลายปี 2559 ซึ่งครั้งนั้นบิ๊กตู่ได้พูดถึงแนวนโยบายที่รัฐบาลไทยต้องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นกลไกที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้น ซึ่งฝ่ายของ แจ็ค หม่า เองได้ขายไอเดียว่าทางอาลีบาบาเองได้เข้าไปช่วยรัฐบาลจีนพัฒนาระบบที่ช่วยให้คนจีนในชนบทห่างไกลสามารถค้าขายกับคนในมณฑลอื่นๆ รวมถึงคนทั่วโลกได้ผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซ และมีส่วนให้เศรษฐกิจในชนบทของหลายมณฑลขยายตัวขึ้น ด้วยไอเดียนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีเชิญชวนกลุ่มอาลีบาบาเข้ามาร่วมพัฒนาระบบให้กับไทยด้วย
หลังจากการคุยกันในรายละเอียดในระดับสูงและระดับเจ้าหน้าที่อยู่ร่วมปี จึงได้เคาะความร่วมมือ 4 ด้าน และมีการลงนามความร่วมมือในวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้แก่ 1.การใช้อี-คอมเมิร์ซเพื่อส่งออกสินค้าเกษตรและโอท็อป โดยเริ่มต้นจากข้าวและทุเรียน 2.การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถใช้เข้าสู่การใช้อี-คอมเมิร์ซ เป็นช่องทางการตลาด
3.การใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มในการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน เข้าสู่เมืองรองและชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการนำข้อมูลร้านค้าไทยและร้านอาหารไทยให้อยู่บนดิจิทัลแพลตฟอร์มที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย และ 4.อาลีบาบาลงทุนในศูนย์ดิจิทัลอัจฉริยะเพื่อรองรับการค้าทำการค้าอี-คอมเมิร์ซของไทยและภูมิภาคอาเซียนกับทั่วโลก
ความร่วมมือกับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซระดับโลกคราวนี้จะสร้างประโยชน์งอกเงยให้เศรษฐกิจไทยใช้ประโยชน์จากโลกดิจิทัลสร้างการเติบโตได้อย่างตั้งเป้าหมายหรือไม่ ก็คงเป็นส่วนที่ต้องติดตามดูกันต่อไป
แต่นอกจากประเด็นการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยของกลุ่มอาลีบาบาแล้ว ยังมีประเด็นที่ แจ็ค หม่า ได้กล่าวถึงระหว่างการแถลงข่าวความร่วมมือ ที่ผู้เขียนฟังแล้วมองว่าน่าสนใจและคิดว่าน่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่างตามมา และอาจส่งผลกระทบถึงการใช้ชีวิตของผู้คนอีกจำนวนมาก นั่นคือวิธีคิดเกี่ยวกับการขยายธุรกิจของเขา
แจ็ค หม่า บอกว่า กลุ่มอาลีบาบามีการพูดคุยเกี่ยวกับการลงทุนกับบางประเทศในอาเซียน แม้จะได้มีการเลือกลงทุนขนาดใหญ่ไปแล้วทั้งในมาเลเซียและไทยไปแล้ว เพราะอาเซียนและเอเชียเป็นตลาดที่มีศักยภาพด้วยจำนวนประชากรและชนชั้นกลางที่มีการศึกษา และจะยังขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ มีคนหนุ่มสาวและชนชั้นกลางจำนวนมาก มีเอสเอ็มอีที่ต้องการระบบรองรั บการทำธุรกิจ เช่น ละตินอเมริกาและแอฟริกา
ที่บอกว่าน่าสนใจนั้นก็คือ การมองตลาดและกลุ่มเป้าหมายของเขาที่พุ่งเป้าไปที่ประเทศที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวและชนชั้นกลางจำนวนมาก เพราะคนกลุ่มนี้มีการใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญในชีวิต มีการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาสร้างความสะดวกสบายให้ชีวิตประจำวัน และเมื่อได้พบกับสินค้าของอาลีบาบาคือ “ระบบ” การค้าขายบนแพลตฟอร์มใหม่ที่ใช้ระบบดิจิทัลและการบริหารโลจิสติกส์อย่างครบวงจรมาเชื่อมผู้ค้ารายเล็กๆ เข้าหากัน ผู้คนสามารถแสวงหาสินค้าตามต้องการได้จากทุกมุมโลกในราคาต่ำผ่านเพียงการสัมผัสหน้าจอ ยิ่งสร้างโอกาสการเติบโตให้กับอาลีบาบา พร้อมกับเปลี่ยนหน้าตาการค้าทั้งระดับประเทศ และระดับโลก จากรูปแบบธุรกิจกับธุรกิจ ธุรกิจกับผู้บริโภค มาเป็นผู้บริโภคกับผู้บริโภค
หลังระบบการค้าขายทั่วโลกที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี สิ่งที่ตามมาแน่นอนคือรูปแบบธุรกิจต่างๆ ที่จะค่อยๆ เปลี่ยนหน้าตาจากอดีตและปัจจุบัน ซึ่งก็ชวนให้เราหันย้อนมาดูตัวเองว่าในยุคที่โลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนไปนี้ เรายืนอยู่ตรงจุดใด ถูกกระทบหรือไม่ แล้วจะต้องปรับตัวอย่างไรให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในการเปลี่ยนแปลงของคลื่นลูกใหม่นี้ ไม่ถูกกระแสเทคโนโลยีพั ดจนตกขอบยุคสมัยไป







