
เกมวัดใจสมเด็จพระสังฆราช ประธาน มส.
เรื่องที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
โดย สมาน สุดโต
เรื่องที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ยื่นร้องทุกข์ต่อกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวโทษพระเถระในคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งมีพระเถระถูกกล่าวหา 5 รูป
1.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร
2.พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส.และเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธรรมยุต)
3.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส.และเจ้าคณะภาค 10
4.พระเมธีสุทธิกร (สังคม ญาณวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ
5.พระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ
ตามข่าวว่าพระเถระทั้งนั้นถูกพ่วงด้วยข้อหา “ปาราชิก” ไม่ควรดำรงสมณศักดิ์เจ้าคณะรองและตำแหน่งกรรมการ มส.อีกต่างหาก จึงเกิดคำถามถึง พ.ต.ท.พงศ์พร ว่าเล่นบทบาทอะไร ทำหน้าที่อะไร
พ.ต.ท.พงศ์พร มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ซึ่งบทบาทและหน้าที่ผู้อำนวยการ พศ.ที่ประกาศหราในหน้าเว็บไซต์ว่ามี 9 ข้อ เช่น รับสนองงาน ประสานงาน และถวายการสนับสนุนกิจการและการบริหารการปกครองคณะสงฆ์
เสนอแนวทางการกําหนดนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา ส่งเสริม ดูแล รักษา และทํานุบํารุงศาสนสถานและศาสนวัตถุทางพระพุทธศาสนา และสนับสนุนและส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก (ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์สำนักพุทธฯ)
ทั้ง 9 ข้อ มีแต่ให้สำนักพุทธฯ ปกป้อง ส่งเสริม พระพุทธศาสนา และสนองงานคณะสงฆ์ ไม่มีข้อใดให้ พ.ต.ท.พงศ์พร ต้องเปลี่ยนบทบาทมาเล่นบทผู้เสียหายแจ้งความเอาผิดพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป จึงมีคำถามว่าผู้อำนวยการ พศ.ยึดหลักอะไรที่เล่นบทนี้
ตามข่าวว่าทั้ง 5 รูปถูกพ่วงด้วยข้อหาปาราชิก ซึ่งเป็นอาบัติร้ายแรงถึงกับขาดจากความเป็นพระภิกษุ (แม้ว่า พ.ต.ท.พงศ์พร จะสาบานต่อที่ประชุม มส.เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2561 ว่าไม่ได้พูดเรื่องปาราชิกก็ตาม) แต่ข่าวที่ออกมาก่อนนั้น พระท่านเสียหายไปแล้ว
หากดูสีลาจารวัตรของพระคุณเจ้าทั้ง 5 รูป ไม่มีใครคิดว่าแต่ละรูปจะมีพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหา เพราะท่านบำเพ็ญศีลภาวนารักษาพรหมจรรย์ยิ่งชีวิต จะมาทำเรื่องเสียหายเสียศักดิ์ศรีได้อย่างไร
เชิญดูประวัติสักรูปหนึ่ง คือ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) อายุ 77 ปี พรรษา 56 อยู่ในเพศพรหมจรรย์มาค่อนชีวิต ได้รับการศึกษาและอบรมในสำนักพระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทเทสกเถระ) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปก่อนมาตลอด
เมื่อเป็นพระเถระก็ได้รับความไว้วางใจให้เป็นคณะทำงานร่วมกับพระเถระอื่นๆ ในสำนักสมเด็จพระสังฆราช นับแต่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสน์) วัดราชบพิธฯ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (วัดบวรนิเวศ) และประธาน มส.ที่ผ่านมา เช่น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นต้น
ในด้านการสาธารณสงเคราะห์ แต่ละปีแจกทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่อง นอกจากทำงานเพื่อพระศาสนาแล้ว ยังเป็นครูอาจารย์ของผู้คนจำนวนมาก เป็นรองแม่กองธรรมสนามหลวงด้วย
ในด้านการปกครอง เป็นกรรมการและเป็นโฆษก มส. จึงเป็นที่รู้จักและไว้วางใจของผู้บริหารคณะสงฆ์เสมอมา ทั้งนี้โดยไม่กล่าวถึงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธรรมยุต) และพระอุปัชฌาย์ และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ พระอารามหลวง ถ้าไม่ได้รับการยอมรับจากวงการแล้วยากที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้
เมื่อดูปฏิปทาและสีลาจารวัตรที่งดงามแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะเอาตัวไปเกลือกกลั้วมูตรคูถให้เป็นมลทินและเปลืองตัว
การที่พระเถระที่มีปฏิปทางดงามและเป็นผู้นำสงฆ์ ถูกกล่าวโทษถึงขั้นปาราชิกนั้น (แม้ พ.ต.ท.พงศ์พร ปฏิเสธไปแล้ว) สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธาน มส.ต้องหาวิธีใดวิธีหนึ่ง ประกาศความบริสุทธิ์ของพระเถระทั้งหลายให้สาธารณชนรับทราบ
ส่วน พ.ต.ท.พงศ์พร จากหน้าที่สนองงานคณะสงฆ์ กลายเป็นผู้กล่าวโทษพระสงฆ์เสียเอง ยังจะร่วมงานกับคณะสงฆ์ได้หรือ
การครั้งนี้ถือว่าเป็นเกมวัดใจ สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานกรรมการ มส.ที่น่าติดตามยิ่งนัก







