posttoday
คุณกลัวอะไร ?

คุณกลัวอะไร ?

22 เมษายน 2561

คุณกลัวอะไรที่สุดในโลก บางคน

โดย เมย์ลภัส บุญสิทธิ์วิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการโค้ช สลิงชอท กรุ๊ป

คุณกลัวอะไรที่สุดในโลก บางคน

กลัวจิ้งจก

กลัวงู

กลัวที่สูง

กลัวที่แคบ

กลัวไม่รวย

หรือแม้กระทั่งกลัวตาย

สำหรับดิฉัน “ไม่มีอะไรน่ากลัวยิ่งกว่าความกลัว” อีกแล้ว แต่ไม่ว่าจะกลัวอะไร เราก็มักจะหาทางหลีกหนีหรือกำจัดความกลัวนั้นให้หมดไป เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ชอบความกลัว

คุณทราบไหมคะว่าสมองของมนุษย์นั้นออกแบบมาเพื่อปกป้องเราให้ไม่ต้องเผชิญกับความกลัว โดยสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ขึ้นมาคู่กับร่างกาย ชื่อว่า Amygdala เมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์ถูกคุกคาม หรือที่เราเห็นว่าอันตราย Amygdala ก็จะปรับเราเข้าไปในโหมดปกป้องตัวเอง ซึ่งเราก็จะคุ้นชินกับโหมดปกป้องอยู่ 3 โหมด คือ หนี สู้ หรือเฉย หรือประมาณว่าแกล้งตายไปเลย

Amygdala อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ และก็ไม่น่าแปลกใจที่นักวิทยาศาสตร์จะพบว่าแม้แต่สัตว์เลื้อยคลานก็มีสมองส่วนนี้ เพราะทุกชีวิตต้องการอยู่รอดทั้งนั้น

สิ่งที่มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ทั่วไป คือมนุษย์มีสมองส่วนหน้า (Frontal Cortex) ที่ซับซ้อนสามารถตัดสินใจ คิดวิเคราะห์ และวางแผนได้ แม้อยู่ในความขัดแย้ง หรือในสถานการณ์คับขัน

แต่คุณเชื่อหรือไม่คะว่า

แม้เรามีสมองส่วนหน้าที่แสนวิเศษ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขันจริงๆ เราอาจไม่ได้ใช้สมองส่วนหน้านี้เลย เพราะเราถอยหลบเข้าไปในโหมดปกป้องตัวเองแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการหนีปัญหา สู้ยิบตา หรือเพิกเฉยไปซะอย่างนั้น โดยที่ไม่ได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนถึงเหตุผลหรือผลกระทบที่จะตามมา เมื่อได้สติหันกลับมามองอีกครั้ง ก็อาจจะบอกกับตัวเองในใจว่า “ไม่น่าเล้ย!”

Joseph Grenny ได้ทำวิจัยกับผู้นำในองค์กร 2 หมื่นคน จากหลายร้อยบริษัท พบว่า ผู้นำที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือคนที่สามารถโน้มน้าวใจคนให้ทำงานตามเป้าหมายได้ โดยสามารถวัดความมีอิทธิพลของผู้นำได้จากการสังเกตว่าผู้นำเหล่านั้นมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อต้องสนทนาบนความขัดแย้งหรือในภาวะคับขัน เหตุใดการสนทนาบนความขัดแย้งจึงเป็นปัจจัยหลักของความสำเร็จของผู้นำ

ลองคิดดูซิคะ คุณเคยอยากจะสื่อสารกับใครอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็ไม่กล้าบอกเพราะกลัวที่จะเสียความสัมพันธ์ ทำให้เสียงาน หรือคุณกลับไปอยู่ในโหมดสู้เพื่อจุดยืนของตัวเอง แต่คนทำงานก็ล้มหายไปจากคุณทีละคน

หากเราหันกลับมาพิจารณาความขัดแย้งในมุมใหม่ ก็จะพบว่าความขัดแย้งสามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์ทางเลือกใหม่ หรือเป็นประตูในการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งได้เช่นกัน

เริ่มได้จากการมองว่าความขัดแย้งคือโอกาส ไม่ใช่ภัยคุกคาม เพื่อให้สมองส่วน Amygdala ไม่ต้องพาเราเข้าไปอยู่ในโหมดปกป้องตัวเอง จากนั้นก็ใช้คำถามกระตุ้นสมองส่วนหน้าให้ทำงาน โดยถามตัวเองว่า

1.จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร เช่น ต้องการความร่วมมือ ต้องการความมีประสิทธิภาพ ต้องการความเคารพ

2.เราต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนาหรือคู่กรณีเป็นอย่างไร เช่น ต้องการสานความสัมพันธ์​ ต้องการปรับความเข้าใจให้ตรงกัน ต้องการความเห็นใจ

3.แล้วคุณจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้ได้ผลตามที่ตนเองต้องการข้างต้น โดยการสื่อสารและการหาทางออกร่วมกัน

หากเรามองว่าความขัดแย้งเป็นเหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ มุมมองและปฏิกิริยาที่เรามีต่อสถานการณ์นั้นก็จะเปลี่ยนไป เพราะในเมื่อโลกใบนี้มีความแตกต่างก็มาคู่กับความไม่ลงรอยหรือเห็นด้วยไปทุกเรื่อง

ดังนั้น เราจึงมีทางเลือกที่จะมองว่าความขัดแย้งเป็นภัยคุกคามหรือเป็นโอกาส ให้สมองสั่งงานเรา หรือเราเป็นคนสั่งให้สมองทำงาน

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล