
ความฝันของนักอุดมคติใน ‘เมืองนิมิตร’ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน
“ข้าพเจ้าเป็นทหารของชาติ และถวายน้ำพิพัฒน์สัตยาจากพระเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้ามิใช่ทหารของรัฐบาลหรือกลุ่มนักการเมืองใดๆ”
โดย พริบพันดาว
“ข้าพเจ้าเป็นทหารของชาติ และถวายน้ำพิพัฒน์สัตยาจากพระเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้ามิใช่ทหารของรัฐบาลหรือกลุ่มนักการเมืองใดๆ”
ข้างต้นเป็นประโยคอมตะที่สั่นสะเทือนและยังทรงความหมายอย่างยิ่งต่อการเมืองไทย ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน
ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน เป็นนักเขียนชาวไทย อดีตนายเรืออากาศที่ต้องโทษในคดีกบฏบวรเดช ปี 2476 ผู้มีผลงานเขียนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตั้งแต่ในช่วงที่ถูกจองจำในเรือนจำกลางบางขวาง มีผลงานที่ได้ประพันธ์ขึ้นและตีพิมพ์สู่บรรณพิภพหลายเล่ม นอกจาก “พรรคการเมืองสยามและต่างประเทศ” ที่หลุดรอดจากการทำลายของสันติบาล และหลงเหลืออยู่เล่มหนึ่งในห้องหนังสือหายากของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ยังมี “ชีวิตแห่งการกบฏสองครั้ง” และ “ความฝันของนักอุดมคติ” หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า “เมืองนิมิตร” ซึ่งได้รับคัดเลือกเป็น 1 ในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน และ 1 ใน 88 หนังสือดีวิทยาศาสตร์ไทย
โดยรวมแล้ว “เมืองนิมิตร” เป็นนิยายที่เขียนได้สละสลวย และดำเนินเรื่องได้ค่อนข้างดี การใช้ภาษาเป็นไปอย่างชัดเจน รัดกุม ความคิดความอ่านโดยทั่วไปน่าสนใจอยู่หลายตอน เช่น การวิจารณ์การเอารัดเอาเปรียบของเศรษฐกิจ ที่เน้นการหาเงินและกำไร นับเป็นงานวรรณกรรมภาษาไทยที่คุ้มค่ากับการอ่านมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเข้าใจภาวะและความคิดของสังคมไทยในสมัยปี 2475 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2
เมืองนิมิตร เป็นนิยายโรแมนติกกึ่งสมจริง แทรกความรู้และทัศนะทางชีววิทยา จิตวิทยา สังคมวิทยา เศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งก็เป็นความรู้ที่ใหม่สำหรับคนไทยในขณะนั้น เนื่องจากเมืองนิมิตรเป็นทั้งวรรณกรรมและบันทึกประวัติศาสตร์ และเนื่องจากขณะที่งานชิ้นนี้เกิดขึ้น ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีอะไรล้าหลังกว่าประเทศอื่นในยุคสมัยเดียวกันอีกมาก ทำให้งานชิ้นนี้ เป็นงานที่คนไทยน่าจะได้อ่านไว้
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ คือแนวคิดของผู้แต่ง ซึ่งต้องถูกจำคุกในข้อหากบฏถึง 2 ครั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 8 ปี ทั้งๆ ที่ครั้งแรกผู้เขียนกล่าวว่าเป็นการเข้าไปพัวพันโดยบังเอิญ และครั้งที่สองเข้าใจว่าเป็นผลมาจากการเขียนหนังสือเรื่อง “ความฝันของนักอุดมคติ” หรือ “เมืองนิมิตร” เล่มนี้
ประสบการณ์ที่มีลักษณะเฉพาะผสมกับฝีมือการเขียนทำให้หนังสือเล่มนี้ มีค่าควรแก่การศึกษา ในฐานะที่เป็นงานวรรณกรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์ในอีกแง่มุมหนึ่ง คือมุมของฝ่ายค้าน หรือผู้ที่มีมุมมองแตกต่างรัฐบาลผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475
เนื้อหาของนวนิยาย เมืองนิมิตร กล่าวถึงชีวิตของ “รุ้ง” ผู้ถูกรัฐบาลในสมัยนั้นจับขังคุกในข้อหากบฏบวรเดช ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขาทำมีเพียงแค่การกล่าวคำปราศรัยต่อต้านรัฐบาลในที่ชุมนุมชน
เมื่อเขาได้รับอภัยโทษเขาก็หลีกเลี่ยงจากงานราชการที่คนโน้นคนนี้ชวน พยายามหางานทำด้วยการเป็นเสมียน และต่อมาด้วยการเขียนหนังสือขาย ระหว่างนั้นก็มีเรื่องรักแทรกประปราย และจนในที่สุดเขาก็ถูกจับอีกครั้งหนึ่ง เพราะการเขียนหนังสือที่มีข้อความสร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลในสมัยนั้น
จากบทความที่ชื่อ “เมืองนิมิตร ของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน : ความฝันถึงโลกอันไม่ “ประเดี๋ยวเฟ้อประเดี๋ยวแฟบ” ของนักอุดมคติ” ซึ่งเขียนโดย สถิตย์ ลีลาถาวรชัย ภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยเป็นการศึกษางานเขียนของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน เรื่อง “ความฝันของนักอุดมคติ” หรือ “เมืองนิมิตร” ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2487
การศึกษาพบว่า สังคมอุดมคติใน “ความฝันของนักอุดมคติ” มีความใกล้เคียงกับงานเขียนเรื่อง “รีพลับบลิค” (Republic) ของ เพลโต และ “ยูโทเปีย” (Utopia) ของ โธมัส มอร์ ทั้งในด้านเนื้อหาและความพยายามปลูกสร้างภาวะเสถียรเหนือภาวะไม่เสถียร
อย่างไรก็ตาม ก็มีความแตกต่างอย่างชัดเจนกล่าวคือ สังคมอุดมคติของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล วางอยู่บนลัทธิบริโภคนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ จากการศึกษาพบว่าสังคมอุดมคติในความฝันของนักอุดมคติ คือความพยายามสร้างภาวะเสถียรเหนือภาวะไม่เสถียรผ่านวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์และเอกภาพในปรัชญาบริสุทธิ์ และยังพบด้วยว่าภาวะเสถียรดังกล่าวถูกรบกวนและท้าทายด้วยภาวะไม่เสถียร โดยอธิบายผ่านแนวคิดวิพากษ์วิทยาศาสตร์และสัมบูรณ์นิยมในปรัชญาบริสุทธิ์ของนักคิดในกระแสหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาในการอภิปรายแนวคิดความสัมบูรณ์
แม้ผู้ประพันธ์ “เมืองนิมิตร” จะลาลับไปถึง 70 ปีเต็มแล้ว แต่หนังสือเล่มนี้ก็ยังมีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของคนในสังคมไทยอยู่อย่างมิเสื่อมคลาย







