
ตบเท้าเข้าคุก อาชญากรสูงวัยญี่ปุ่นพุ่ง
ในปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยกำลังเผชิญความท้าทายใหญ่ในการรับมือ “สังคมสูงวัย”
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ในปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยกำลังเผชิญความท้าทายใหญ่ในการรับมือ “สังคมสูงวัย” เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่อัตราการเกิดก็ปรับตัวลดลง ซึ่ง “ญี่ปุ่น” ถือเป็นประเทศต้นๆ ในเรื่องนี้ โดยมีพลเมืองอายุมากกว่า 65 ปี คิดเป็นสัดส่วน 23.7% ของประชากรทั้งหมดในประเทศ มากกว่าในสหรัฐ 2 เท่า
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ กำลังเผชิญปัญหาใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนคือ “อาชญากรรมโดยคนสูงวัย” ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่กว่า 30% เมื่อปี 2015 โดยเฉพาะกลุ่ม “หญิงสูงอายุ” ที่ก่ออาชญากรรมเป็นจำนวนมาก เห็นได้จากจำนวนนักโทษหญิงในคุกเกือบ 1 ใน 5 ที่เป็นผู้สูงอายุ และ 9 ใน 10 ของผู้หญิงสูงวัยมีความผิดฐานขโมยของ
สาเหตุที่คนสูงวัยโดยเฉพาะผู้หญิงก่ออาชญากรรมมากขึ้นเพื่อให้ตัวเองติดคุกนั้น มาจากการต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไม่มีใครดูแล ซึ่งข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า ผู้สูงอายุที่ต้องอยู่คนเดียวจากปี 1980-2015 เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า อยู่ที่เกือบ 6 ล้านคน และยังพบว่าผู้สูงวัยมากกว่าครึ่งที่มีความผิดฐานขโมยของในปี 2017 อาศัยอยู่คนเดียว และ 40% ไม่มีครอบครัวหรือไม่ค่อยได้คุยกับญาติ ทำให้ไม่มีใครคอยช่วยเหลือได้เลย
นอกจากนี้ กลุ่มผู้สูงวัยญี่ปุ่นจำนวนมากซึ่งไม่มีครอบครัวคอยดูแลแล้วในวัยชรา ยังต้องต่อสู้กับ “ปัญหาปากท้อง” ด้วย โดยเฉพาะหญิงชรา ซึ่งไม่มีความมั่นคงทางการเงิน ทำให้ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 65 ปี เกือบครึ่งหนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับความยากจน เมื่อเทียบผู้สูงอายุชายที่มีสัดส่วนเพียง 29%
แม้ว่า “ความยากจน” อาจดูเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น แต่เว็บไซต์ฟรอนเทียร์ส์ อิน ฟิสิกส์ อ้างผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยนานาชาติด้านสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมว่า ผู้สูงอายุหญิงในญี่ปุ่นจะกลายเป็นกลุ่มที่เผชิญภาวะยากจนมากขึ้นในอนาคต เพราะ “ระบบบำนาญ” ของญี่ปุ่นนั้นเป็นระบบเก่าที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่เมื่อกว่า 50 ปีก่อน หรือในยุคหลังสงคราม ซึ่งผู้หญิงมักจะแต่งงานเป็นแม่บ้านเต็มตัวเพื่อเลี้ยงลูกและครอบครัว
ทว่าในปัจจุบันที่ผู้หญิงเลือกที่จะเป็นโสดมากขึ้นและมีอัตราการหย่าร้างเพิ่มสูงขึ้นมาก ระบบบำนาญกลับยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็วพอเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้ ทำให้ได้รับเงินบำนาญน้อยกว่ากลุ่มผู้หญิงที่มีครอบครัว ซึ่งแบบจำลองของงานวิจัยบ่งชี้ว่า ผู้หญิงโสดหรือหย่าร้างราว 50% จะเผชิญภาวะยากจนในอีก 50 ปีข้างหน้า เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้หญิงที่มีครอบครัวหรือเป็นม่าย ที่มีสัดส่วนราว 10-20% ขณะที่ผู้ชายมีเพียง 10% เท่านั้น
ขณะเดียวกัน แม้แต่ผู้สูงอายุบางคนที่มีบ้านอยู่อาศัยกับครอบครัวก็ยังรู้สึกเหมือนไร้ตัวตน บางคนกลับไม่ได้รู้สึกเหมือนว่าอยู่บ้าน เพราะลูกหลานไม่ค่อยเข้าใจหัวอกคนชรา ขณะที่หลายรายรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า จากการที่กลายเป็นเพียงคนทำหน้าที่ดูแลงานบ้านซ้ำๆ ซากๆ เหมือนเดิมทุกวัน
บลูมเบิร์กรายงานว่า ท่ามกลางจำนวนผู้สูงวัยในคุกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ภาครัฐและภาคเอกชนเองก็ไม่มีโครงการฟื้นฟูเยียวยาผู้สูงอายุที่พ้นโทษแล้วให้กลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้ ทำให้คุกหลายแห่งในญี่ปุ่นต้องแบกรับภาระมากขึ้น โดยค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุในคุกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมาอยู่ที่ 6,000 ล้านเยน (ราว 1,700 ล้านบาท) ในปี 2015 เพิ่มขึ้น 80% ในรอบ 10 ปี
จากการเพิ่มจำนวนของนักโทษหญิงสูงวัย บีบให้ผู้คุมในคุกบางแห่งต้องทำหน้าที่เหมือนกับเป็นผู้ช่วยพยาบาล ซึ่งรวมถึงจัดการกับปัญหาการขับถ่ายของผู้สูงอายุ และต้องนำชุดชั้นในไปซักให้ จนทำให้ผู้คุมผู้หญิงต่างพากันลาออก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ภายใน 3 ปี
แม้ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลพยายามหาทางจัดการปัญหาคนแก่ติดคุก โดยเมื่อปี 2016 รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านกฎหมายให้ผู้สูงอายุที่กระทำผิดซ้ำได้รับสวัสดิการและบริการทางสังคม ซึ่งส่งผลให้นับตั้งแต่นั้น สำนักงานอัยการและคุกได้ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลเพื่อช่วยผู้สูงอายุที่กระทำความผิด แต่ปัญหานี้ทำให้ผู้หญิงสูงอายุร้องขอสิ่งอำนวยความสะดวกในคุกที่อยู่นอกเหนือจากระบบ
ลาโลกอย่างเดียวดาย
นอกจากเลือกก่อคดีลหุโทษเล็กๆ น้อยๆ ให้ได้เข้าไปอยู่ในคุกเพื่อให้มีคนดูแลช่วงบั้นปลายแล้ว กลุ่มผู้สูงวัยอีกส่วนหนึ่งที่เลือกใช้ชีวิตอย่างอิสระ กลับต้องเสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีใครรับรู้แม้แต่น้อย
การเสียชีวิตแบบไม่มีใครรับรู้นั้น กลายเป็นประเด็นข่าวขึ้นทั่วญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา จากกรณีการพบศพชายวัย 69 ปี เสียชีวิตอยู่ภายในที่พักเป็นเวลานานแล้วโดยไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งเงินในบัญชีที่มีไว้จ่ายค่าเช่าผ่านระบบหักอัตโนมัติทยอยหมดเกลี้ยงในปี 2000 ทำให้เจ้าหน้าที่แฟลตต้องเข้ามาตรวจสอบ และพบเพียงกระดูกของชายคนดังกล่าวในห้องครัว
หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า “การตายอย่างเดียวดาย” ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 4,000 ครั้ง/สัปดาห์แล้ว เมื่อลองคิดคร่าวๆ จากรายงานข่าวของสื่อท้องถิ่นเมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว โดยรายงานระบุว่า แฟลตแห่งหนึ่งซึ่งรัฐบาลสร้างขึ้นไว้เป็นที่พักพิงขนาดใหญ่ และเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของยุคเบบี้บูม กลับกลายมาเป็นสถานที่รวมคนแก่ผู้โดดเดี่ยวก่อนจากลาโลกนี้ไป







