
กูรูชี้รัฐมาถูกทางแก้ทุนไหลเข้า
คิดภาษีกำไร15%ขายพันธบัตร ระยะสั้นแย่แต่ลงทุนยาวยังคุ้ม
โพสต์ทูเดย์
— นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส กลุ่มอลิอันซ์ ฟันธงเก็บภาษีกำไรพันธบัตร 15% ช่วยชะลอเงินไหลเข้าได้ในระยะสั้น แต่ระยะยาวยังคุ้มแม้ต้องจ่ายภาษีนายไมเคิล ไฮส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อาวุโส กลุ่มอลิอันซ์ ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลไทยหันมาจัดเก็บภาษีกำไรจากการขายพันธบัตรไทย 15% เป็นเครื่องมือที่พยายามควบคุมเงินไหลเข้าอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งประเทศอื่นๆ ก็มีการควบคุมเงินไหลเข้าเช่นเดียวกัน แต่มาตรการที่ใช้แตกต่างกันออกไป จะทำให้การไหลเข้าของเงินระยะสั้นชะลอตัวลงไปบ้าง และสิ่งที่จะตามมาคือ อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศจะสูงขึ้น แต่จะส่งผลดีต่อตลาดเงิน
สำหรับช่วงนี้เงินไหลเข้าในตลาดเกิดใหม่ทุกที่ ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งคิดว่าจะเป็นเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น แต่ถ้าหากค่าเงินของจีนมีการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เงินไหลออก
“
การเคลื่อนย้ายของเงินระยะสั้นจะออกมาเป็นอย่างไร อยู่ที่นโยบายของประเทศที่กุมสกุลเงินหลักๆ และต้องรอดูหลังการประชุมกลุ่ม จี20 ที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย.นี้ ว่าเขาจะมีข้อตกลงอะไรกันออกมา เพราะตอนนี้สหรัฐพยายามกดค่าเงินของตัวเองให้อ่อน ด้วยการออกมาส่งสัญญาณผ่านตลาดเป็นระยะ การแก้ปัญหาจะต้องเกิดจากความร่วมมือของประเทศมหาอำนาจ จีนต้องยอมให้ค่าเงินของตัวเองแข็งขึ้น ยุโรปต้องลดการส่งออกแล้วเพิ่มการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น และสหรัฐก็ต้องร่วมมือด้วย” นายไฮส์ กล่าวอย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะต้องจ่ายภาษี 15% จากกำไร แต่ยังมีความคุ้มค่าที่จะลงทุนในพันธบัตรสกุลเงินบาทของไทย เพราะในประเทศอื่นๆ ก็มีการเก็บภาษีตัวนี้เช่นเดียวกันและสูงกว่าไทย เช่น ที่เยอรมนีมีการเก็บภาษีอย่างต่ำ 25% เหตุที่มองว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน เพราะปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ หรือรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของไทยยังไม่ได้มีการออกหุ้นกู้มาก แต่ในอนาคตหากมีการออกหุ้นกู้มาระดมทุนกันมากขึ้น จะทำให้มีสภาพคล่องในการซื้อขายมากขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่น่าลงทุน เพราะดัชนีหุ้นไทยยังอยู่ต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง แม้ช่วง 23 เดือนที่ผ่านมาดัชนีได้ปรับขึ้นอย่างแรง แต่ยังสามารถที่จะไปต่อได้อีก เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมากจากภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว
นาย ไฮส์ กล่าวว่า ในด้านความมั่งคั่งของประเทศไทย เพิ่มขึ้นถึง 11% ในปี 2552 หลังจากผ่านวิกฤตการเงินโลกในช่วง 23 ปีก่อนมาได้ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นจากภาวะถดถอยแล้ว และ มีแนวโน้มไปได้ดีนับจากปี 2552 ที่ผ่านมาซึ่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะขยายตัวถึง 7.5% ในปี 2553
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้มากขึ้น แต่รายได้ต่อหัวของประชากรไทยยังต่ำกว่าประเทศกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยมีอัตราการเติบโต 5% ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย เติบโตถึง 13% และ ยุโรปตะวันออกเติบโต 17% ซึ่งเป็นผลมาจากมูลค่าราคาตลาดของทรัพย์สินในประเทศไทยยังต่ำกว่าความเป็นจริง







