
บรอดแบนด์แห่งชาติ โครงข่ายในฝันเชื่อมไทย
หนึ่งในกระแสร้อนวงการไอซีทีประเทศไทยช่วงนี้ภายใต้การนำของ จุติ ไกรฤกษ์ เจ้ากระทรวงไอซีทีจากพรรคประชาธิปัตย์คือ การผลักดันโครงการนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ หลังจากที่ความหวังจะได้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 หรือ 3จี ต้องชะลอออกไปแบบไม่รู้กำหนด แน่นอนว่าการไม่มี3จี ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติเสียหายในทันที จะล่าช้าออกไปบ้าง 6 เดือน ถึง 1 ปี คนเดือดร้อนหลักๆ อาจเป็นผู้ที่ต้องการใบอนุญาตพร้อมคลื่นความถี่ใหม่ แต่ประชาชนทั่วไปยังพอรอได้
หนึ่งในกระแสร้อนวงการไอซีทีประเทศไทยช่วงนี้ภายใต้การนำของ จุติ ไกรฤกษ์ เจ้ากระทรวงไอซีทีจากพรรคประชาธิปัตย์คือ การผลักดันโครงการนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ หลังจากที่ความหวังจะได้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 หรือ 3จี ต้องชะลอออกไปแบบไม่รู้กำหนด แน่นอนว่าการไม่มี3จี ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติเสียหายในทันที จะล่าช้าออกไปบ้าง 6 เดือน ถึง 1 ปี คนเดือดร้อนหลักๆ อาจเป็นผู้ที่ต้องการใบอนุญาตพร้อมคลื่นความถี่ใหม่ แต่ประชาชนทั่วไปยังพอรอได้
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
หนึ่งในกระแสร้อนวงการไอซีทีประเทศไทยช่วงนี้ภายใต้การนำของ จุติ ไกรฤกษ์ เจ้ากระทรวงไอซีทีจากพรรคประชาธิปัตย์คือ การผลักดันโครงการนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ หลังจากที่ความหวังจะได้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 หรือ 3จี ต้องชะลอออกไปแบบไม่รู้กำหนด แน่นอนว่าการไม่มี3จี ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติเสียหายในทันที จะล่าช้าออกไปบ้าง 6 เดือน ถึง 1 ปี คนเดือดร้อนหลักๆ อาจเป็นผู้ที่ต้องการใบอนุญาตพร้อมคลื่นความถี่ใหม่ แต่ประชาชนทั่วไปยังพอรอได้
แต่หากมองในแง่ความต้องการโดยรวมของประเทศ ความเจริญก้าวหน้า ขีดความสามารถทางการแข่งขัน การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โครงข่ายที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเริ่มดำเนินการแล้ว ก็ต้องหันกลับมามองสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งก็คือโครงข่ายหลักที่ประเทศมีอยู่แล้ว ซึ่งหากสามารถนำมารวมกันได้ก็จะมีส่วนช่วยได้มาก และยังอาจแก้ปัญหาวุ่นวายในอุตสาหกรรมอย่างสัญญาสัมปทานที่กำลังจะหมดลงได้ด้วย
แน่นอนว่า เรื่องโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการพูดถึงมาหลายต่อหลายครั้ง ในอดีตครั้งหนึ่งที่เป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด คือ บอร์ดทีโอทีสมัยหลังการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 มีความพยายามจะรวมโครงข่ายของทีโอทีที่มีคู่สัมปทานเอไอเอส กสทฯ มีคู่สัมปทานดีแทคและทรูมูฟ รวมถึงการไฟฟ้าการผลิต แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จได้ นี่จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเจราจากัน แต่มีหลายประเด็นที่เป็นอุปสรรคอยู่
สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการบรอดแบนด์แห่งชาติ ธัชพล โปษยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ประโยชน์อันดับแรก คือ ประหยัดต้นทุนได้มหาศาล หากมีการรวมโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ หากมีการลงทุนเพิ่มก็ไม่ต้องตั้งเสาใหม่ ไม่ต้องวางโครงข่ายไฟเบอร์ใหม่ ไม่ต้องหาพื้นที่ใหม่ เท่ากับประหยัดการลงทุนไป 70% เปลี่ยนแค่อุปกรณ์ก็ได้เทคโนโลยีใหม่แล้ว และยังสามารถใช้ได้ทั้งโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ การแข่งขันก็มีมากขึ้น ค่าบริการสำหรับประชาชนก็ลดลงไปอีก
เมื่อค่าบริการลดลง การเข้าถึงก็ทำได้มากขึ้น ครอบคลุมประชากรมากขึ้น บริการพื้นฐานต่างๆ ก็ดีขึ้น เช่น บริการสาธารณสุข การส่งผ่านข้อมูลทางการแพทย์ การขอรับคำปรึกษาต่างๆ โอกาสดันไทยเป็นฮับการแพทย์ในภูมิภาคนี้ก็มีมากขึ้น ด้านการศึกษา การเข้าถึงแหล่งข้อมูล การศึกษาค้นคว้าจากฐานข้อมูลทั่วโลก การแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ระหว่างกันก็ดีขึ้น ขณะที่บริการพื้นฐานของภาครัฐจะง่ายขึ้นกว่านี้มาก หน่วยงานภาครัฐไม่ต้องลงทุนโครงข่ายของตัวเองซ้ำซ้อน เพราะมาใช้โครงข่ายกลางที่มีอยู่แล้ว
“ปัจจุบันคนไทยจ่ายค่าบริการบรอดแบนด์ 67% ของรายได้ประชากร ถือว่าสูงมาก ขณะที่ประเทศหลักในภูมิภาคนี้จ่ายเพียง 0.81.3% เท่านั้น เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง และเกาหลี ดังนั้นถ้าทำได้จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์มากขึ้น จากที่มีประมาณ 5% หรือ 2 ล้านรายการจะเพิ่มเป็น 30% ในระยะเวลาไม่นาน สามารถทำได้”
อดิศร์ หะริณสุต ผู้อำนวยการโครงการบรอดแบนด์แห่งชาติ ของซิสโก้ฯ กล่าวว่า ซิสโก้ฯ พยายามเข้าไปผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มที่ เพราะเห็นว่าช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างได้ ทั้งทางออกสำหรับทีโอทีและ กสทฯ ซึ่งสัญญาสัมปทานจะหมดลงในอีก 3, 5และ 8 ปีข้างหน้า แต่ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดนโยบายไว้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งบรอดแบนด์แห่งชาติเป็นทางออกที่ดีในการ บริหารโครงข่ายที่จะได้กลับมาจากเอกชน โดยโมเดลธุรกิจที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ การร่วมทุนและคิดค่าเช่าใช้โครงข่าย จะทำให้ทีโอทีและ กสทฯ มีรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง และการร่วมทุนจะทำให้เอกชนมั่นใจว่าการบริหารจัดการโครงข่ายจะทำได้ดี
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคหลัก คือ การที่สัญญาสัมปทานยังอยู่ ซึ่งถือเป็นข้อตกลงระหว่างกันที่หากรัฐพยายามแก้ไข อาจส่งผลให้มีการฟ้องร้องได้ในอนาคต กุญแจสำคัญคือการเจรจาระหว่างคู่สัญญา โดยความหวังอยู่ที่ทีโอทีและเอไอเอสที่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ ก็จะเป็นต้นแบบให้กับ กสทฯ กับดีแทคและทรูมูฟ
“โครงข่ายเหล่านี้ต้องคืนมาสู่รัฐบาลแน่นอน อยู่ที่ว่าจะบริหารยังไง และต้องรอจนกว่าสัญญาสัมปทานจะหมดหรือไม่ ซึ่งใช้เวลาอีกหลายปี ถ้าร่วมมือกันทำตอนนี้ประโยชน์ก็เกิดกับประเทศ จะรอ กสทช. ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปี ไม่งั้นบรอดแบนด์ก็ยังราคาสูง การเข้าถึงก็ไม่มีทางเพิ่มขึ้น ต้องไม่มองเรื่องกำไรแต่มองเรื่องประโยชน์สาธารณะ ถ้าจะให้เกิดจริงต้องทำภายใน 12 ปีนี้น่าจะสำเร็จได้ ถ้าเลยจากนั้นก็คงไม่สำเร็จแล้ว”
ด้าน ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า โครงการบรอดแบนด์แห่งชาติจะนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศไทย ซึ่งทุกวันนี้ระบบหน้าบ้านพร้อมหมดแล้ว มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มารองรับ เพียงแต่ต้องทำหลังบ้านให้ทันเท่านั้น โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐต้องเป็นผู้ขับเคลื่อน ถ้ามีได้จะดีมาก ประชาชนจะได้รับประโยชน์ บริการมากมายจะเกิดขึ้น ยิ่งทุกวันนี้การทำงานต่างๆ จะก้าวไปสู่ระบบคลาวด์คอมพิวติงมากขึ้น การมีโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานหรือเข้าถึงบริการได้
“ระบบคลาวด์คอมพิวติงจะช่วยให้การทำงานทุกอย่างง่ายขึ้น ลดการลงทุนให้กับองค์กร แต่สำคัญต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ได้เชื่อมแค่องค์กรแต่ต้องเชื่อมคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนต้องสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลกลางให้ได้ ถ้ามีโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด”
เมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้แล้ว โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติไม่ต้องรอกฎหมายใหม่ ไม่ต้องรอใบอนุญาตใหม่ เป็นทางออกให้กับสัญญาสัมปทานที่ใกล้จะหมดอายุเข้ามาทุกขณะ สามารถช่วยให้ทีโอทีและ กสทฯ มีรายได้อยู่ต่อไปได้หลังหมดสัมปทาน และเหนืออื่นใดทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีโอกาสได้รับข้อมูลข่าวสารและบริการอย่างทั่วถึงเท่าเทียมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ กุญแจที่จะไขทางออกอยู่ที่กระทรวงไอซีทีและรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะจริงใจในการผลักดันมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญจะมีเวลามากพอที่จะทำให้เสร็จก่อนยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ หรือถ้ามีการเลือกตั้งใหม่จริง ก็ต้องมองว่ารัฐบาลจะสานต่อโครงการนี้หรือไม่
เอกชนให้การสนับสนุนขนาดนี้แล้วทั้งหมดจะเป็นแค่การรวมโครงข่ายความฝันของประเทศไทยหรือไม่ คำตอบไม่น่าจะนานเกินรอ







