
บิ๊กอสังหาแดนลอดช่อง
“สมการความสำเร็จจะเป็นจริงไม่ได้ หากไม่มีความล้มเหลวเป็นส่วนประกอบ”
โดย ทศพล หงษ์ทอง
“สมการความสำเร็จจะเป็นจริงไม่ได้ หากไม่มีความล้มเหลวเป็นส่วนประกอบ” เป็นหนึ่งในวลีที่มหาเศรษฐีผู้นี้ยึดถือในชีวิต ชายคนนี้สามารถหาเงินล้านก้อนแรกได้เมื่ออายุเพียง 21 ปี และต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปเมื่ออายุ 25 ปี แต่ด้วยศรัทธาหยาดเหงื่อและน้ำตา เขากัดฟันสู้จนก้าวขึ้นเป็นเจ้าของกิจการมูลค่ามากกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท พร้อมคำยกย่องสรรเสริญให้เป็นหนึ่งในสุดยอดนักธุรกิจของประเทศสิงคโปร์
ซัว เทียน โป (Chua Thian Poh) วัย 70 ปี เป็นที่รู้จักกันในบรรดานักธุรกิจแดนลอดช่อง ทั้งในวงการอสังหาริมทรัพย์ การเมืองไปจนถึงวงการการกุศล ปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัท Ho Bee Land Group (HBL) ดำเนินกิจการคอนโดมิเนียมไฮเอนด์ย่านเซ็นโตซาในสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอาคารเชิงพาณิชย์และที่เรสซิเดนซ์สุดหรูในเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก อาทิ เมืองลอนดอนในอังกฤษ เมืองเมลเบิร์นในออสเตรเลียและเมืองเซี่ยงไฮ้ในประเทศจีน เป็นต้น จึงถือว่า ซัว เทียน โป เป็นนักธุรกิจรายแรกๆ ของสิงคโปร์ที่ออกไปต่อยอดขยายกิจการในต่างประเทศ ปัจจุบันเขาถือครองทรัพย์สินส่วนตัวมากกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ถูกยกให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 12 ของแดนลอดช่อง “จงคิดใหญ่ ฝันให้ไกล ที่สำคัญอย่าหมดศรัทธาจนกว่าจะประสบความสำเร็จ”
การเดินทางของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุ 16 ปี ในวันที่เขาตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมัธยมด้วยเหตุผลที่ว่าการศึกษาไม่มีความน่าสนใจมากพอ ซัว เทียน โป เลือกที่จะเดินตามทางของเขาด้วยเงินทุนที่ถูกสนับสนุนจากแม่ของเขามูลค่าราว 3.25 แสนบาท เริ่มต้นธุรกิจแปรรูปไม้ล้มลุกคลุกคลานมาสองปีเมื่อไปไม่รอดเขาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปยังพื้นที่ศักยภาพจำนวนประชากรอย่างอินโดนีเซียกดปุ่มเริ่มต้นกิจการนำเข้าและส่งออกบนดินแดนอิเหนาใช้เวลา 3 ปีในการจับเงินล้านและด้วยสภาวะผันผวนของค่าเงินรูเปียห์ทำให้ธุรกิจของเขาล้มอย่างไม่เป็นท่าพร้อมภาระหนี้มหาศาล ทว่าแม้ในสถานที่มืดมิดยังคงมีแสงสว่างเสมอ “แม่ทำให้ผมผ่านจุดมืดมิดในชีวิต เธอสอนผมว่าจงอย่าอับอายในวันที่ล้มเหลว เพราะเราทำอาชีพสุจริต ไม่ได้ขอใครกินและแน่นอนลูกของแม่เป็นคนเก่ง...คนเก่งมักเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเสมอ” ซัว เทียน โป กล่าว
ปัจจุบัน Ho Bee Land มีรายได้ต่อปี เฉลี่ยที่ราว 4,800 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มากกว่าครึ่งมาจากคอนโดมิเนียมย่านเซ็นโตซาและอาคารพาณิชย์ในสิงคโปร์ โดยเฉพาะอาคาร Metropolis แหล่งรวมย่านการค้าครบวงจรและออฟฟิศสเปซอันมีชื่อเสียงกลางใจเมืองสิงคโปร์ รวมถึง Turquoise และ Sea Scape คอนโดมิเนียมและเรสซิเดนซ์ไฮเอนด์ชื่อดังบนเกาะเซ็นโตซาที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกให้ความรู้สึกเหมือนพักผ่อนในสไตล์วันหยุดแบบเซเลบริตี้ทั้งสระว่ายน้ำส่วนตัว อ่างสปา สนามกอล์ฟ เรือใบและบาร์บีคิวพาวิลเลียน เป็นต้น
ขณะที่กิจการในเมืองลอนดอนนั้นสามารถทำรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000 ล้านบาท เริ่มจากอพาร์ตเมนต์สุดหรูกลางใจเมืองอย่าง Parliament View จำนวน 183 ห้อง พร้อมเพนต์เฮาส์สุดหรูอีก 7 ห้อง อยู่ติดกับแลนด์มาร์คสำคัญอย่างหอนาฬิกาบิ๊กเบนและพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ในเมืองลอนดอน ขณะที่อาคารเชิงพาณิชย์ก็มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมเช่นกันด้วยยอดการปล่อยเช่า-ขายที่ไม่ต่ำกว่า 80% ของห้องทั้งหมด ได้แก่ อาคาร 67 Lombard Street ใจกลาง เมืองลอนดอน และอาคาร 110 Park Street London ในย่านธุรกิจและ
การ ค้ายอดนิยมแถบเมย์แฟร์ ดังนั้น อาคารแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยออฟฟิศสเปซที่รายล้อมด้วยห้างสรรพสินค้าและแหล่งช็อปปิ้งมากมาย
นอกจากจะประสบความสำเร็จในธุรกิจแล้ว ซัว เทียน โป ยังได้ชื่อว่าเป็นเจ้าสัวนักบุญผู้ก่อตั้งโครงการกองทุนเพื่อการศึกษาเด็กด้อยโอกาสในประเทศสิงคโปร์ที่ผ่านมาเขาบริจาคเงินเพื่อขับเคลื่อนแผนงานไปแล้วมากกว่า 500 ล้านบาท
สุดท้าย ซัว เทียน โป ได้ฝากเคล็ดลับความสำเร็จในชีวิตของเขาว่า “จงจำไว้ว่าประสบการณ์และการศึกษามิใช่สูตรสำเร็จในโลกธุรกิจ แต่ความล้มเหลวต่างหากคือครูที่แท้จริงของชีวิตในทุกด้าน จงเรียนรู้และพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับมันไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นใด”







