
กลยุทธ์ลงทุนท่ามกลาง ข้อพิพาทการค้าสหรัฐ-จีน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2017 ที่ผ่านมา เป็นปีทองของการลงทุนในหุ้นหลายตลาดให้ผลตอบแทน 2 หลัก
โดย ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2017 ที่ผ่านมา เป็นปีทองของการลงทุนในหุ้นหลายตลาดให้ผลตอบแทน 2 หลัก ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐที่สะท้อนผ่านดัชนี S&P 500 บวก 22% ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ผ่านดัชนีMSCI Emerging Markets บวก 38% หรือแม้แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทย อย่าง SET Index บวก 17% ซึ่งหากมองย้อนหลังกลับไปในอดีตก็จะพบว่ามีน้อยครั้งมากที่หากปีก่อนหน้าราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 2 หลักแล้วในปีถัดมาตลาดหุ้นจะปรับเพิ่มขึ้นต่อไปได้อีกในอัตราที่เท่าเดิม นั่นก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนหลายๆ คนได้เตรียมใจไว้แล้ว
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นปี 2018 นี้ ที่คาดว่าจะมีความผันผวนที่มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บนสมมติฐานที่เศรษฐกิจโลกจะยังขยายตัวได้อย่างสม่ำเสมอ ทั่วทุกภูมิภาคจากแรงส่งของภาคแรงงานที่แข็งแกร่ง (ว่างงานลดลง ค่าจ้างเพิ่มขึ้น) และภาคการลงทุนที่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นจากอานิสงส์ของมาตรการทางภาษีในสหรัฐที่ผ่านการรับรองเป็นกฎหมายตั้งแต่ปลายปี 2017 และเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
และสิ่งที่คาดคิดไว้ก็ได้เกิดขึ้น นั่นคือ ความผันผวนที่วัดโดยดัชนีชี้วัดอย่าง VIX Index (คำนวณผ่าน Option ของดัชนี S&P 500) ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากระดับ 11 จุด ณ สิ้นปี 2017 ขึ้นมาที่ 25 จุด ในวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมด้วยการปรับฐานของตลาดหุ้นทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงศักยภาพที่จะปรับลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐตามที่ได้เคยหาเสียงไว้ตั้งแต่ปลายปี 2016 ด้วยการประกาศมาตรการกีดกันทางการค้าผ่านการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้า วงเงินไม่เกิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมุ่งไปที่เป้าหมายคนสำคัญอย่างจีน ที่ทำให้สหรัฐขาดดุลการค้ามากกว่า 3 แสนดอลลาร์ จนเกิดเป็นข้อพิพาททางการค้าที่ตอบโต้กันไปมาจนถึงปัจจุบันที่ดูทีท่าว่าจะยังไม่จบง่ายๆ แม้ว่าตัวแทนจากทั้งสองประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่เปิดใจพร้อมเจรจา วันที่ 22 พ.ค.ที่จะถึงนี้ จะเป็นเหมือนวันดีเดย์ที่สหรัฐจะใช้มาตรการภาษีที่ประกาศไว้กับจีนอย่างเป็นทางการ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าข้อพิพาททางการค้าที่กล่าวข้างต้น จะพัฒนากลายเป็นสงครามการค้าอย่างเต็มรูปแบบหรือไม่นั้น มี 4 สัญญาณที่นักลงทุนควรต้องจับตาดู ได้แก่ 1.ดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจ เช่น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจว่ามีการปรับลดลงหรือไม่ เพราะนั่นจะนำไปสู่การปรับลดลงของความต้องการบริโภค การผลิต และการลงทุน 2.การปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ 3.การปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ และ 4.ภาวะหลีกหนีความเสี่ยง (Risk-Off) ในตลาดการเงินที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้มีการขายหุ้น ซื้อพันธบัตรก็เป็นไปได้ ทั้งนี้เนื่องจากความเสี่ยงเป็นลักษณะที่เรารู้ แต่ไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ (Known Unknown)
ดังนั้น การจัดพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนในช่วงนี้ จึงควรที่จะให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ไปที่กองทุนที่ผสมผสานระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ สำหรับการลงทุนในระยะยาวและมีการควบคุมความเสี่ยงเป็นสำคัญ เพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และเลือกลงทุนในกองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็กซึ่งพึ่งพิงเศรษฐกิจภายในประเทศ แทนหุ้นขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบที่มากกว่าจากข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศดังที่กล่าวข้างต้น สำหรับการลงทุนระยะสั้น







