
กัญชา เทวดาหรือซาตาน
ในสมัยพุทธกาลเมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว มีหมอที่เก่งมากท่านหนึ่ง เป็นหมอประจำพระพุทธเจ้า
ในสมัยพุทธกาลเมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว มีหมอที่เก่งมากท่านหนึ่ง เป็นหมอประจำพระพุทธเจ้า ชื่อ หมอชีวกโกมารภัจจ์ ท่านเป็นลูกของนางสาลวดี หญิงนครโสเภณีประจำเมืองราชคฤห์ หญิงนครโสเภณีสมัยนั้น ไม่ผิดกฎหมาย ไม่เป็นที่รังเกียจ แต่ถือว่ามีเกียรติยศ ไม่ใช่ใครๆ จะสามารถเป็นได้ นางเกิดท้องโดยไม่ตั้งใจ จึงให้สาวใช้เอาไปทิ้ง แต่ด้วยบุญของท่านลูกเจ้าเมืองไปพบจึงเก็บเอาไปเลี้ยง
วัยเด็กท่านถูกเพื่อนๆ ล้อว่าลูกไม่มีพ่อ ท่านมุมานะหนีไปศึกษาหาความรู้ที่เมืองตักสิลา ศูนย์การเรียนรู้ในสมัยนั้น ท่านเรียนแพทย์อยู่ 7 ปี เท่ากับหลักสูตรแพทย์ในมหาวิทยาลัยปัจจุบัน ก่อนจบอาจารย์ให้ท่านขึ้นเขาไปจดชื่อต้นไม้ที่ใช้ทำยาไม่ได้ ท่านลงมามือเปล่า บอกอาจารย์ว่า ต้นไม้ทุกชนิดใช้ทำยาได้ อาจารย์จึงบอกว่า ท่านเรียบจบแล้ว ให้ท่านกลับไปบ้านได้
ท่านใช้วิชาแพทย์จากสมุนไพรรักษาคนให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บดุจหมอเทวดา จนปัจจุบันนี้ ท่านได้รับการยกย่องว่า เป็นบรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ หรือการแพทย์สมุนไพร
ไม่ใช่เฉพาะที่อินเดียเท่านั้นที่การแพทย์สมุนไพรเจริญก้าวหน้า หมอฮัวโตแห่งสามก๊ก ก็มีความสามารถเก่งกาจไม่แพ้กัน ทางตะวันตกก็น่าจะมีแพทย์สมุนไพรมาก่อน มวลมนุษยชาติดำรงชีวิตอยู่มาได้เป็นพันๆ ปี โดยไม่มียาเม็ด ยาน้ำ ยาฉีด ยาแผนปัจจุบันเพิ่งจะมีมาไม่กี่ร้อยปี จากประเทศตะวันตก ที่เน้นการรักษาที่ให้ผลทันที เป็นการรักษาแบบแยกอวัยวะ ไม่ได้รักษาแบบเป็นองค์รวม
เมืองไทยเรารับการแพทย์ตะวันตกมาทั้งดุ้น เราเดินตามก้นฝรั่งจนทำลายภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่บรรพบุรุษของเราสั่งสมกันไว้
กฎหมายควบคุมการประกอบโรคศิลปะฉบับแรก ออกเมื่อปี 2466 ชื่อว่าพระราชบัญญัติการแพทย์ ที่กำหนดให้ผู้ที่จะประกอบอาชีพหมอจะต้องจดทะเบียนตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยกฎหมายไม่ได้แบ่งว่ามีแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย แต่ได้ให้คณะกรรมการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขอขึ้นทะเบียน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวตามมาตรา 9 ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะกับวิชาความรู้เท่านั้น โดยบัญญัติว่า
“แต่ให้พึงเข้าใจว่า คุณสมบัติอันประกอบความสมควรดังกล่าวมาในมาตรานี้ นั้น ท่านหาได้หมายความเพียงแต่วิทยาคุณในวิชาชีพกับความบริสุทธิ์ของประกาศนิยบัตร์เท่านั้นไม่ ย่อมกินความถึงความมั่นคงในธรรมจรรยามรรยาทเนื่องในวิชาชีพนั้นๆ ด้วย”
พระราชบัญญัติดังกล่าวในบทเฉพาะกาล ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า “บทบัญญัติสำหรับกาละระวางหัวต่อ” บัญญัติให้ผู้ที่ประกอบโรคศิลปะยื่นคำร้องขอขึ้นทะเบียนรับอนุญาตภายใน 6 เดือน หากพ้นกำหนดแล้วผู้ที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนจะผิดกฎหมายกลายเป็นหมอเถื่อนทันที
ในปี 2466 สภาพการสื่อสารของประเทศไทยเราน่าจะอยู่แค่ในพระนคร อย่าพูดถึงชาวบ้านในหัวเมืองหรือชนบทห่างไกลเลย แค่ชาวบ้านนอกพระนคร จะรู้ว่ามีกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ สภาการแพทย์ที่จะรับขอขึ้นทะเบียนก็คงอยู่ที่พระนคร แต่หมอพื้นบ้านมีกระจายอยู่ทั่วไปทั่วประเทศ จะรู้ได้อย่างไร และแม้จะรู้ จะต้องเดินทางเข้ามาในพระนครเพื่อขอขึ้นทะเบียนอย่างไร และหมอพื้นบ้านก็คงไม่มีปริญญาหรือใบประกาศนียบัตรใดๆ ที่จะนำมาขอขึ้นทะเบียน
เป็นอันว่า แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้านถูกกฎหมาย ถูกเสนาบดีที่ควบคุมกฎหมาย ผลักให้ตกเหว ไม่มีที่ยืนในฐานะเป็นหมอรักษาโรคให้กับชาวบ้าน กลายไปเป็นหมอเถื่อนในเวลาเพียงข้ามคืน
ความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีแพทย์คนใดหรือการแพทย์แผนใดที่รักษาได้โดยไม่มีคนไข้ตาย ในโรงพยาบาลมีคนไข้ที่เข้ารับการรักษาตายทุกวัน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุจากโรคร้ายเองหรือจากความผิดพลาดของแพทย์ผู้รักษา แต่จะมีคำพูดสวยหรูว่า รักษาสุดความสามารถแล้ว ไม่มีความผิด แต่หากแพทย์ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นแผนไทย แผนจีน ถ้ามีคนไข้ตายแม้แต่คนเดียว จะถูกกล่าวหาว่า ไม่ใช่ของจริงจึงรักษาคนตาย ถ้าไม่มีใบประกอบโรคศิลปะจะกลายเป็นหมอเถื่อน มีความผิดต้องติดคุกติดตะราง
การแพทย์แผนไทยจึงหายสิ้นไปจากแผ่นดินไทย เพราะไม่ว่าจะรักษาให้ดีเพียงใดก็อาจตกเป็นจำเลยติดคุกได้จากความตั้งใจรักษา แม้จะมี “ความมั่นคงในธรรมจรรยามรรยาทเนื่องในวิชาชีพ” ก็ตาม
ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงส่งคนไทยไปศึกษาในประเทศตะวันตกเป็นจำนวนมาก แต่พระองค์ตรัสสอนว่า ที่ให้ไปเรียนเมืองฝรั่ง ไม่ใช่ให้ไปเป็นฝรั่ง แต่ให้เป็นคนไทยที่รู้เท่าทันฝรั่ง เอาความรู้ฝรั่งกลับมาใช้พัฒนาบ้านเมืองไทยให้เจริญเท่าเทียมฝรั่ง แต่คนไทยบางคนไปเรียนกับฝรั่งแล้วลืมไปว่าเป็นคนไทย กลับกลายเป็นฝรั่ง หันกลับมาดูถูกเหยียดหยามคนไทย
คนที่จบจากเมืองนอกเมืองนา จบจากฝรั่งตะวันตก มักจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บริหาร คนพวกนี้จะเดินตามก้นฝรั่งเหมือนเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของฝรั่ง ไม่ว่าฝรั่งจะประกาศอะไรออกมาคนพวกนี้จะเห็นดีเห็นงามไปกับฝรั่ง โดยไม่ดูสภาพความเป็นจริงของไทยเราว่า เหมาะสมกับของฝรั่งหรือไม่
ความรู้ของฝรั่งนั้นมีความผิดพลาดมากมาย น้ำมันหมู-น้ำมันพืชก็ดี คอเลสเตอรอลกับน้ำมันมะพร้าวก็ดี เป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ว่าความรู้ของฝรั่งนั้นมีข้อผิดพลาด ซึ่งฝรั่งเมื่อเห็นว่าผิดพลาด เขาจะรีบแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประเทศและของประชาชนเขา แต่ของเรายังมะงุมมะงาหรา ไม่รู้จะเอาอย่างไร เพราะการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งล้วนกระทบถึงผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ
ผู้บริหารบ้านเราจึงตามก้นฝรั่งโดยพ่วงผลประโยชน์ของตัวเองเข้าไปด้วย
กัญชาก็เช่นเดียวกัน คนไทยเรารู้จักมานาน กัญชาไทยที่ปลูกทางอีสานมีคุณภาพดีที่สุดในโลก ชาวบ้านนำมาใช้ผสมกับแกงนมนานแล้ว ฤทธิ์ของกัญชาไม่ว่าจะสูบจะกิน จะทำให้อารมณ์ดี เคลิบเคลิ้ม นั่งยิ้มอยู่คนเดียว คนเมากัญชาไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร มีไม่คนเมากัญชาคลั่งจับตัวประกัน แต่กัญชาถูกฝรั่งกดดันให้เป็นยาเสพติดโดยจัดอยู่ในยาเสพติดประเภท 5 ที่แม้ครอบครองก็เป็นความผิด คนเสพเดิมผิดกฎหมาย แต่ปัจจุบันถือเป็นผู้ต้องได้รับการบำบัด
ถ้าจะเทียบสุรากับกัญชา สุรามีฤทธิ์ร้ายแรงกว่า เป็นอันตรายมากกว่า ผลกระทบจากสุราสร้างความเสียหายอย่างมาก เห็นได้ชัดจากทุกเทศกาลที่เกิดอุบัติเหตุจากการเมาสุรา
ฝรั่งเป็นผู้ผลิตสุรารายใหญ่ส่งขายไปทั่วโลก สุราจึงถูกกฎหมาย เป็นที่นิยมดื่มกินได้ในทุกเทศกาล แม้ผู้คนจะเสียชีวิตจากสุราปีละหลายพันหลายหมื่นคน
ยังไม่ทันได้เข้าเนื้อหาของกัญชาก็หมดหน้าแล้ว สัปดาห์หน้ามาว่ากันต่อครับ







