
ดัชนีพฤฒพลังของผู้สูงอายุไทย
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
โดย ผศ.ดร.นิรมล อริยอาภากมล คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) www.econ.nida.ac.th
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 โดยจะมีจำนวนผู้สูงอายุ 20% ของประชากรทั้งหมด และเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอดในปี 2579 โดยมีจำนวนผู้สูงอายุประมาณ 20.5 ล้านคน (1/3 ของประชากรไทย) ดังนั้นจึงเกิดความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการหดตัวทางเศรษฐกิจเพราะจำนวนแรงงานลดลง การหดตัวของอุปสงค์ในประเทศ ปัญหาความยากจนหลังเกษียณอายุ รวมไปถึงความยั่งยืนทางการคลังเนื่องจากงบประมาณรายจ่ายด้านหลักประกันสุขภาพและหลักประกันรายได้เพื่อชราภาพของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลก (WHO) และกลุ่มประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) กลับมีความเห็นว่า ประชากรสูงวัยถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่ยังประโยชน์ทั้งแก่ครอบครัว สังคมและประเทศได้ กลยุทธ์สำคัญเพื่อเผชิญความท้าทายในสังคมสูงวัย คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อผู้สูงอายุ ไม่มองว่าผู้สูงอายุเป็นภาระทางสังคม แต่มองเห็นคุณค่าในตัวผู้สูงอายุที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ
คณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจเพื่อยุโรปขององค์การสหประชาชาติ (UNECE) ได้นำแนวคิดเรื่องการส่งเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุ หรือที่เรียกว่า “พฤฒพลัง” ของผู้สูงอายุ มาพัฒนาเป็นดัชนีพฤฒพลัง (Active Ageing Index -AAI) ดัชนี AAI ประกอบไปด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการมีงานทำ (2) ด้านการมีส่วนร่วมทางสังคม (3) ด้านความสามารถพึ่งพาตนเองในการดำเนินชีวิต และ (4) ด้านปัจจัยส่งเสริมการสร้างพฤฒพลัง
กรอบแนวคิดนี้มีการใช้ตัวชี้วัด Contribution ของผู้สูงอายุทั้งทางเศรษฐกิจ (ด้านที่ 1) และสังคม (ด้านที่ 2) รวมไปถึงมิติอื่นๆ ที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เช่น ด้านความสามารถในการพึ่งพาตนเอง จะมีตัวชี้วัดย่อยในประเด็นความเพียงพอของรายได้ รวมไปถึงความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ความยากจน และด้านปัจจัยส่งเสริมการสร้างพฤฒพลัง มีตัวชี้วัดด้านสุขภาพจิต การใช้ ICT และระดับการศึกษา เป็นต้น
ผู้เขียนได้สร้างดัชนี AAI ของผู้สูงอายุไทยตามหลักการสร้างดัชนีของ UNECE โดยอาศัยฐานข้อมูลจากโครงการสำรวจสุขภาพ การชราภาพ และการเกษียณอายุในประเทศไทย ที่สำรวจโดยศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทั้งนี้ ดัชนี AAI ตามกรอบ UNECE ประกอบด้วยดัชนีย่อยทั้งหมด 22 ดัชนี แต่จากฐานข้อมูลดังกล่าว สามารถสร้างได้เพียง 15 ดัชนีย่อยเท่านั้น ดัชนี AAI มีคะแนนเต็มเท่ากับ 100 และดัชนีที่มีค่าสูง หมายถึง สภาวะที่ผู้สูงอายุมีพฤฒพลังมาก สามารถยังประโยชน์ต่อครอบครัว สังคมและเศรษฐกิจได้มาก และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ดัชนี AAI ของผู้สูงอายุไทยมีค่าเท่ากับ 37.44 (สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสหภาพยุโรปที่มีคะแนนอยู่ที่ 33.9) โดยเพศชายมีคะแนน 40.03 ซึ่งสูงกว่าคะแนนของเพศหญิงที่มีคะแนน 35.20 องค์ประกอบที่มีคะแนนสูงที่สุดคือด้านการมีงานทำ คิดเป็น 56.38 คะแนน คะแนนด้านการมีส่วนร่วมทางสังคมต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับด้านอื่นๆ (10.15 คะแนน) สำหรับคะแนนด้านความสามารถพึ่งพาตนเองในการดำเนินชีวิตเท่ากับ 39.88 คะแนน ประเด็นสำคัญที่พบคือ ดัชนีย่อย 2 ดัชนีที่ใช้วัดความมั่นคงทางด้านรายได้มีคะแนนอยู่ในระดับต่ำ บ่งชี้ว่าผู้สูงวัยไทยมีความเปราะบางทางด้านรายได้มาก ทั้งนี้ ร้อยละ 64.44 ของผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มีรายได้จากเบี้ยชราภาพเพียงแหล่งเดียวเท่านั้น และคะแนนด้านสุดท้ายคือด้านปัจจัยส่งเสริมการสร้างพฤฒพลังของผู้สูงอายุไทย คิดเป็น 50.85 คะแนน หากพิจารณาในภาพรวมแล้วไม่พบความแตกต่างของคะแนนเพศชายและเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นด้านการมีงานทำเท่านั้นที่เพศชายมีคะแนนสูงกว่าเพศหญิงอย่างชัดเจน
เมื่อพิจารณาดัชนี AAI ตามกลุ่มอายุ กลุ่มแรก อายุต่ำกว่า 60 ปี กลุ่มที่สองมีอายุระหว่าง 60-75 ปี และกลุ่มที่สาม อายุมากกว่า 75 ปี พบว่า คะแนนดัชนี AAI ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น และเมื่อเทียบระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุระหว่าง 60-75 ปี และกลุ่มผู้มีอายุเกิน 75 ปี พบความแตกต่างอย่างมากในทุกด้าน ทั้งนี้ ประเด็นการมีส่วนร่วมทางสังคมและความเสี่ยงด้านรายได้ไม่เพียงพอสำหรับกลุ่มผู้มีอายุเกิน 75 ปี เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นองค์ประกอบย่อยที่มีคะแนนต่ำ
จากตัวเลขดัชนี AAI ของผู้สูงอายุไทย สามารถสรุปเป็นข้อเสนอแนะได้ดังนี้ (1) ควรหามาตรการป้องกันไม่ให้พฤฒพลังของผู้สูงอายุลดลงตามช่วงวัยเร็วเกินไป โดยเฉพาะในด้านการมีงานทำที่เป็นแหล่งสำคัญของรายได้ (2) ส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุเพศหญิงให้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวัย 55-59 ปีและ 60-69 ปี ที่ยังแข็งแรงและสามารถทำงานได้ แต่มีคะแนนต่ำกว่าเพศชายมาก (3) ความไม่เพียงพอของรายได้ของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุวัยปลาย ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดการออม หรือมีเงินออมในวัยทำงานไม่เพียงพอ การหาระบบส่งเสริม/จูงใจ/บังคับออมเป็นเรื่องสำคัญ ที่ควรดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ (4) คะแนนการมีส่วนร่วมทางสังคมต่ำสุด โดยเฉพาะผู้สูงอายุวัยปลาย สะท้อนถึงปัญหาการติดบ้าน-ติดเตียงที่เพิ่มขึ้นตามช่วงวัยดังนั้น จึงควรหามาตรการป้องกันผู้สูงอายุจากการเข้าสู่ภาวะดังกล่าว (5) ควรพิจารณาการสร้างดัชนี AAI ของไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อติดตามดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ และเป็นรูปธรรม และเพื่อกำหนดมาตรการดูแลผู้สูงอายุตามความต้องการเชิงพื้นที่ด้วย







