
การเมืองเดือด ดันราคาน้ำมันระอุ
หลังจากที่สหรัฐประกาศร่วมมือกับฝรั่งเศสและอังกฤษ ออกปฏิบัติการสั่งสอนซีเรียเมื่อวันที่ 13 เม.ย.
โดย นันทิยา วรเพชรายุทธ
หลังจากที่สหรัฐประกาศร่วมมือกับฝรั่งเศสและอังกฤษ ออกปฏิบัติการสั่งสอนซีเรียเมื่อวันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็ทะยานขึ้นทันที และเป็นการเพิ่มขึ้นรอบสัปดาห์ที่แรงที่สุดในรอบกว่า 8 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2017
น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสงวดส่งมอบเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 67.76 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และยังนับเป็นระดับที่แพงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2014 เป็นต้นมา โดยทั้งสัปดาห์บวกไปราว 8% ขณะที่น้ำมันดิบเบรนต์งวดส่งมอบเดือน มิ.ย. ขึ้นไปอยู่ที่ 72.03 ดอลลาร์/บาร์เรล ทั้งสัปดาห์ปรับขึ้นรวม 7.2%
นักวิเคราะห์จากบริษัทพลังงานรวมไปถึงวาณิชธนกิจรายใหญ่ เช่น เจพี มอร์แกน ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก โดยอาจไต่ระดับไปถึง 80 ดอลลาร์/บาร์เรล หากสภาพภูมิรัฐศาสตร์การเมืองในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง
ทีมนักกลยุทธ์ของเจพี มอร์แกน นำโดย จอห์น นอร์แมน ให้มุมมองกับบลูมเบิร์กว่า โลกมีสิทธิเห็นน้ำมันดิบเบรนต์ 80 ดอลลาร์ หากสถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น เช่น บรรดาชาติมหาอำนาจตะวันตกขยายขอบเขตการโจมตี “ซีเรีย” ออกไปอีก หรือสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่กับ “อิหร่าน”
ที่จริงแล้วความตึงเครียดเรื่องซีเรียเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ปัจจัยหลักต่อราคาน้ำมัน เพราะจากสิ่งที่เกิดขึ้นพอจะบ่งชี้ได้ว่า 3 ชาติพันธมิตรเพียงแค่ต้องการถล่มสั่งสอนซีเรียและ “รัสเซีย” ที่หนุนหลังอยู่แบบพอหอมปากหอมคอเท่านั้น ไม่ได้ต้องการให้ลุกลามกลายเป็นการเผชิญหน้ากัน สะท้อนได้จากการจำกัดพื้นที่เป้าหมายการถล่มเพียงบางจุดในกรุงดามัสกัสและเมืองฮอมส์เท่านั้น โดยไม่ได้ย่างกรายเฉียดพื้นที่ผลประโยชน์ของรัสเซียแถบริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแต่อย่างใด ทำให้รัสเซียยังวางตัวค่อนข้างนิ่ง และตอบโต้ไปตามระเบียบผ่านเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี)
นอกจากนี้ สงครามซีเรียเองก็ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่นี่คือสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานถึง 7 ปีแล้ว ซึ่งจำกัดเรื่องความสามารถในการผลิตน้ำมันของซีเรียไปมาก
ทว่า สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือสงครามกลางเมืองซีเรียนั้นเป็น “สงครามตัวแทน” ของมหาอำนาจฝ่ายต่างๆ ที่มีความหมายต่อทั้งวงการน้ำมันและการเมืองความมั่นคงในตะวันออกกลางและระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตะวันตก และฝ่ายโลกมุสลิมสุหนี่ที่นำโดยซาอุดิอาระเบีย หรือจะเป็นฝ่ายรัสเซียและอิหร่านที่อยู่ข้างเดียวกับประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย
สิ่งที่หลายฝ่ายวิตกก็คือ ความตึงเครียดรอบใหม่จากซีเรียในครั้งนี้อาจเป็นชนวนไปสู่การลงโทษอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลกตามมา โดยการโจมตีซีเรียรอบใหม่อาจเป็นตัวเร่งที่นำไปสู่การคว่ำบาตรอิหร่านเร็วขึ้นจากเดิม จากปัญหาค้างคาเดิมเรื่องโครงการทดลองนิวเคลียร์ของอิหร่าน
หากมีการประกาศคว่ำบาตรอิหร่านออกมาในเดือน พ.ค.นี้ ก็จะเป็นการเริ่มต้นกระบวนการกดดันราคาน้ำมันโลกให้แพงขึ้นจากความผันผวนที่สูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ย แม้ว่าระดับความตึงเครียดจะไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันดีดขึ้นไปมากถึงขั้น 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เหมือนในช่วงวิกฤตอาหรับสปริง เมื่อปี 2011 หรือช่วงวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันเมื่อปี 1973 ปี 1979 และปี 1990 ก็ตาม เนื่องจากต้องไม่ลืมว่า “สหรัฐ” ยังเป็นตัวแปรสำคัญในปัจจุบัน กับอุตสาหกรรม เชลออยล์ที่กำลังทยอยฟื้นตัวขึ้น
การคว่ำบาตรอิหร่านนั้นคาดว่าจะทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวจากความกังวลเรื่อง “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” มากที่สุด หลังจากที่ตะวันออกกลางเผชิญความเสี่ยงทางการเมืองแบบกระทบชิ่งกันมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสงครามตัวแทนในเยเมน หรือกรณีของกาตาร์ที่มีปัญหากระทบกระทั่งกับซาอุดิอาระเบีย ขณะที่สหรัฐเองก็เพิ่งแต่งตั้ง “จอห์น โบลตัน” อดีตนักการทูตสายเหยี่ยวจัดขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐคนใหม่ ซึ่งทำให้นโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐเป็นที่จับตาและเป็นที่วิตกในคราวเดียวกันด้วย
นักวิเคราะห์ของเจพี มอร์แกน เชื่อว่าความตึงเครียดทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นจะทำให้ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้นระยะสั้นไปราว 3-6 เดือน ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลงมาได้ เนื่องจากมีซัพพลายของเชลออยล์สหรัฐที่กำลังฟื้นตัวเข้ามาช่วยเสริม อีกทั้งสภาพตลาดตราสารทุนและตราสารหนี้ในปัจจุบัน ก็คงไม่ยินดีนักหากจะเห็นราคาน้ำมัน 80 ดอลลาร์ ที่ไม่ได้เห็นกันตั้งแต่เดือน พ.ย. 2014 ยืดเยื้อยาวเกินไป
ขณะที่ก่อนหน้านี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ได้เปิดเผยด้วยว่า หลายปัจจัยที่รุมเร้าประดังประเดในช่วงนี้อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้น เพราะนอกจากการปูพรมถล่มซีเรียซึ่งเป็นปัจจัยเฉพาะหน้าแล้ว ก็ยังมีปัจจัยพื้นฐานสำคัญอีกอย่างคือ ข้อตกลงลดเพดานการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) ที่นำโดยซาอุดิอาระเบีย และประเทศนอกกลุ่มโอเปกที่นำโดยรัสเซียอีกด้วย
ไออีเอระบุว่า โอเปกและรัสเซียใกล้จะสามารถประกาศความสำเร็จได้แล้ว หลังจากที่ข้อตกลงลดการผลิตสามารถเคลียร์ปริมาณน้ำมันส่วนเกินได้เกือบหมดแล้ว
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ จอห์น คิลดัฟ นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจากบริษัท อเกน แคปปิตอล ซึ่งระบุว่า แม้ความตึงเครียดทางการเมืองในตะวันออกกลางจะไม่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงเกินไป แต่ก็ทำให้ตลาดน้ำมันมีความเสี่ยงและผันผวนมากขึ้น เพราะปัจจุบัน ซัพพลายน้ำมันที่เคยล้นตลาดมากเกินไป เริ่มทยอยถูกซึมซับลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกสูงขึ้นตามไปด้วยตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
การเมืองตะวันออกกลางที่ร้อนแรง จึงอาจเป็นชนวนทำให้โลกได้เห็นราคาน้ำมันขาขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นกันมา 3 ปีแล้ว และกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงตามมาในวันที่เศรษฐกิจและการเมืองโลกไม่แน่นอนในวันนี้







