
พีอาร์แข่งดุหั่นราคาประมูล
ทริปเปิ้ลเจเผยงานภาครัฐกระหน่ำดัมพ์มากสุดฉุดภาพรวมเติบโตลดเหลือ 5%
ทริปเปิ้ล เจ เผยธุรกิจพีอาร์แข่งขันดุ เหตุฟรีแลนซ์ตีตลาดตัดราคางานสู้บริษัทใหญ่ 50% ฉุดภาพรวมโตลดลงเหลือ 5%
น.ส.สวิตตา นาคะนคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริปเปิล เจ คอมมูนิเคชั่น เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจประชาสัมพันธ์ (พีอาร์) ในปีนี้ยังคงมีการแข่งขันกันรุนแรง เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทพีอาร์ขนาดเล็กเกิดขึ้นเป็นจำนวน ขณะเดียวกันก็มีพีอาร์ฟรีแลนซ์ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาแย่งงานของบริษัทพีอาร์ขนาดใหญ่ด้วยการตัดราคาการประมูลงานถูกกว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยได้ประมาณ 50% เพื่อให้ได้งานนั้นมา
ทั้งนี้ งานที่มีการแข่งขันราคากันมากที่สุด คือ งานของหน่วยงานราชการ ซึ่งจากราคาการประมูลงานที่ค่อนข้างต่ำทำให้คุณภาพของงานพีอาร์ที่ภาครัฐได้ไปในปัจจุบันไม่ค่อยมีคุณภาพ และจากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้ภาพรวมธุรกิจพีอาร์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตในด้านของมูลค่าเหลือเพียง 5% เท่านั้น จากเดิมเคยเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 10%
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทจะเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น การทำรายการในสื่อโซเชียลมีเดียโดยขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว ด้วยการทำรายการในรูปแบบไวรัล ความยาวประมาณ 5 นาที ออกอากาศผ่านทางยูทูบ หลังจากได้ทดลองทำรายการใน
รูปแบบดังกล่าวและออกอากาศมาตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ชมให้การตอบรับเป็นที่น่าพอใจ
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะเปิดตัวธุรกิจโค้ชชิ่ง หรือการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลิกภาพผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆ เกี่ยวกับการให้ข่าว เนื่องจากปัจจุบันพบว่าผู้บริหารระดับสูงหลายองค์กรค่อนข้างมีปัญหากับการตอบคำถามนักข่าวที่ถูกต้อง บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสดังกล่าว คาดว่าประมาณเดือน พ.ค.นี้ จะเริ่มเปิดตัวธุรกิจดังกล่าวได้อย่างเป็นทางการ
“การทำงานพีอาร์นับจากนี้ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เข้ามาช่วย เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก ดังนั้นบริษัทจึงต้องมีบริการที่หลากหลาย ซึ่งในส่วนของบริษัทนอกจากจะให้บริการด้านงานพีอาร์มีเดียรีเลชั่นแล้ว ยังมีบริการมีเดียบายเออร์ ทำพีอาร์โซเชียลมีเดีย และทำรายการทีวี โดยหลังจากเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจบริษัทคาดว่าสิ้นปีนี้จะสามารถประคองธุรกิจให้มีการขยายตัวได้เท่ากับปีที่ผ่านมา” น.ส.สวิตตา กล่าว
น.ส.สวิตตา กล่าวอีกว่า จากปัจจัยลบเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจพีอาร์ได้รับผลกระทบมากพอสมควร เนื่องจากงบการตลาดที่ภาคธุรกิจ และองค์กรต่างๆ จะเลือกตัดเป็นอันดับแรกเมื่อเกิดผลกระทบกับธุรกิจ คือ งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ ประกอบกับในปัจจุบัน สื่อมีความหลากหลายมากขึ้น จึงทำให้องค์กรต่างๆ มีทางเลือกในการใช้สื่อเพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภคมากขึ้น ดังนั้นมองว่าหากบริษัทพีอาร์ไหนไม่มีการปรับตัว ด้วยการเพิ่มธุรกิจให้มีความหลากหลายธุรกิจก็อาจจะปิดตัวไปในที่สุด







