
ยูนิลีเวอร์ทุ่ม200ล.รุกชะลอแก่
ส่งพอนด์สใหม่จับลูกค้าไฮเอนด์ ขอกินรวบตลาดดูแลผิวทุกกลุ่ม
โพสต์ทูเดย์
— ยูนิลีเวอร์ รุกตลาดบำรุงผิวครบทุกกลุ่ม อัดงบ 200 ล้านบาท ส่งพอนด์ส โกลด์ เรเดียนซ์ รุกตลาดชะลอแก่นางวรรณิภา ภักดีบุตร รองประธานกรรมการบริหารด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ความงาม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง เปิดเผยว่า บริษัทใช้งบ 200 ล้านบาท เพื่อทำตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิว พอนด์ส โกลด์ เรเดียนซ์ ในช่วง 12 เดือนนับจากนี้ โดยเป็นชุดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวผสมอนุภาคทองคำแท้ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงลดเลือนริ้วรอยแบบครบวงจร
ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่บริษัทเจาะตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยในระดับบนสุด เพื่อให้แบรนด์พอนด์สมีสินค้าครบทุกตลาด และมองว่าตลาดระดับบนสุดเติบโตสูงสุดมากกว่า 28.2%
นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมการตลาดผ่านภาพยนตร์โฆษณาโทรทัศน์ชุดใหม่ เริ่มออกอากาศวันที่ 18 ต.ค.นี้ และเปิดตัวพอนด์ส โกลด์ พาวิลเลียน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการตรวจวิเคราะห์ปัญหาผิวทั้ง 4 มิติ โดยจะจัดพาวิลเลียนไปยังห้างสรรพสินค้าต่างๆ รวม 6 แห่ง รวมทั้งได้ จณิสตา จรูญสมิทธิ์ มาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของสินค้าดังกล่าวเพื่อร่วมทำอีเวนต์ในพื้นที่ต่างๆ
จากแผนการตลาดที่วางไว้ เชื่อว่าจะทำให้พอนด์ส โกลด์ เรเดียนซ์ มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น ในตลาดครีมบำรุงลดเลือนริ้วรอย (แอนตี้ เอจจิ้ง) จากปัจจุบันที่มีพอนด์ส เอจมิราเคิล ทำตลาดในกลุ่มนี้มาแล้ว 5 ปี แต่เน้นจับกลุ่มลูกค้าที่มีปัญหาริ้วรอยเป็นหลัก ขณะที่พอนด์ส โกลด์ เรเดียนซ์ จะวางราคาสูงกว่าเอจมิราเคิล 50%
สำหรับตลาดรวมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและดูแลผิวหน้าในปัจจุบันมีมูลค่า 8,152 ล้านบาท เติบโต 7% ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยแบ่งสัดส่วนมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว 56% กลุ่มผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย 34% และกลุ่มบำรุงผิวหน้าอื่นประมาณ 10%
ขณะที่ตลาดแอนตี้ เอจจิ้ง แบ่งเป็นระดับซูเปอร์พรีเมียม 14% พรีเมียม 22% แมส 50% และแมสทิจ 14% ซึ่งตลาดที่โตมากสุดคือซูเปอร์พรีเมียม เติบโตสูงสุด 28.2% แต่ตลาดแอนตี้ เอจจิ้ง กลุ่มอื่นติดลบทั้งหมด
ปัจจุบันพอนด์สมีส่วนแบ่งตลาด 17% จากตลาดรวมผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และเป็นผู้นำในตลาดไวเทนนิงด้วยส่วนแบ่ง 25% ส่วนในตลาดแอนตี้ เอจจิ้ง มีส่วนแบ่ง 13% ขณะที่พฤติกรรมผู้หญิงไทยในปัจจุบันพบว่าใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้ากลุ่มแอนตี้ เอจจิ้ง 400 บาทต่อครั้ง และมีความถี่ในการซื้อ 3 ครั้งต่อปี และใช้เงินเพิ่มขึ้นทุกปี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดรวมแอนตี้จะติดลบมากในปีนี้ แต่เชื่อว่าจะกลับมาเติบโตอีกมากในอนาคต เนื่องจากประชากรไทยในปัจจุบัน กลุ่มผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปี มีสัดส่วนถึง 60% ของจำนวนหญิงไทยทั้งหมด และคาดว่าในอีก 5 ปี จะเพิ่มเป็น 70%







